โรคคางทูม: อาการ สาเหตุ การรักษา และวิธีป้องกันสำหรับเด็ก

โรคคางทูม เป็นโรคติดต่อเฉียบพลันที่พบได้บ่อยในเด็กและยังเป็นปัญหาสุขภาพที่สำคัญสำหรับผู้ใหญ่ แม้ในปัจจุบันจะยังไม่มียารักษาโรคคางทูมโดยเฉพาะ การวินิจฉัยและการดูแลที่ไม่ถูกต้องอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงได้ ให้ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับสาเหตุ อาการ การป้องกัน และการดูแลผู้ป่วยโรคคางทูม เพื่อให้คุณและครอบครัวสามารถรับมือกับโรคนี้ได้อย่างเหมาะสม

สาเหตุของโรคคางทูม

โรคคางทูม เกิดจากการติดเชื้อไวรัสคางทูม (Mumps virus) ซึ่งเป็นสมาชิกในตระกูล Paramyxoviridae ไวรัสชนิดนี้สามารถอยู่รอดภายนอกร่างกายได้นานพอสมควร โดยมีชีวิตอยู่ได้ประมาณ 30-60 วัน ที่อุณหภูมิ 15-20 องศาเซลเซียส แต่จะถูกทำลายอย่างรวดเร็วที่อุณหภูมิสูงกว่า 56 องศาเซลเซียส หรือเมื่อสัมผัสกับสารเคมีฆ่าเชื้อโรคต่างๆ

โรคคางทูมติดต่อผ่านทางระบบทางเดินหายใจ และแพร่เชื้อได้ง่ายที่สุดในช่วง 2 วันก่อนที่อาการจะปรากฏ ไปจนถึง 6 วันหลังจากอาการหายไป การติดเชื้อจะเกิดจากคนสู่คนผ่านการสัมผัสน้ำลายหรือสารคัดหลั่งจากจมูกและลำคอของผู้ป่วย เมื่อมีการไอ จาม พูดคุย หรือบ้วนน้ำลาย ซึ่งเป็นวิถีทางหลักที่ทำให้ไวรัสแพร่กระจายในชุมชนได้อย่างรวดเร็ว

อาการของโรคคางทูม

อาการทั่วไปของคางทูม ได้แก่:

  • มีไข้สูงขึ้นอย่างกะทันหัน
  • เบื่ออาหาร
  • ปวดศีรษะ
  • หลังมีไข้ประมาณ 1-3 วัน ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการปวดและบวมที่ต่อมน้ำลาย ซึ่งอาจบวมเพียงข้างเดียวหรือทั้งสองข้าง ทำให้ใบหน้าผิดรูป เคี้ยวอาหารลำบาก และกลืนลำบาก นี่คือสัญญาณเด่นที่ช่วยบ่งชี้ถึงคางทูม
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อทั่วร่างกาย
  • อ่อนเพลีย
  • ในผู้ป่วยชาย อาจมีอาการสภาวะอัณฑะบวมและปวดอัณฑะร่วมด้วย

ต่อมน้ำลายเจ็บปวดและบวม

ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นจากคางทูม

หากคางทูมไม่ได้รับการดูแลรักษาที่เหมาะสม อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายได้ ภาวะแทรกซ้อนบางประการที่พบได้แก่:

  • ภาวะอัณฑะอักเสบ และที่น่ากังวลที่สุดคือ ภาวะอัณฑะฝ่อ ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะมีบุตรยาก อย่างไรก็ตาม อัตราการเกิดอัณฑะฝ่อจากคางทูมค่อนข้างต่ำ อยู่ที่ประมาณ 0.5% เท่านั้น
  • ภาวะรังไข่อักเสบ: ผู้ป่วยหญิงจะมีอาการปวดท้องและมีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอดได้ (ประจำเดือนมามากหรือมานานผิดปกติ) โดยเฉพาะหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อคางทูมในช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ อาจเสี่ยงต่อภาวะแท้งบุตรหรือทารกเสียชีวิตในครรภ์
  • ภาวะลิ่มเลือดอุดกั้นในปอด: เกิดจากลิ่มเลือดที่มาจากหลอดเลือดดำในต่อมลูกหมาก
  • ภาวะตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน
  • ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ
  • ภาวะสมองอักเสบ และ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ

ผู้ใหญ่ที่ป่วยด้วยคางทูมมักมีอาการรุนแรงและเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายได้มากกว่าเด็ก แม้ว่าภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้จะมีอัตราการเกิดต่ำ แต่ก็เป็นอันตรายอย่างยิ่ง ไม่เพียงส่งผลต่อความสามารถในการสืบพันธุ์ แต่ยังอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตของผู้ป่วยได้

การป้องกันและการดูแลเมื่อเป็นคางทูม

โรคคางทูมยังไม่มีวิธีการรักษาเฉพาะเจาะจง เน้นการรักษาแบบประคับประคอง

การดูแลรักษาอาการคางทูม

ปัจจุบันคางทูมยังไม่มียารักษาเฉพาะเจาะจง การดูแลรักษาจึงเน้นไปที่การประคับประคองอาการ การดูแลผู้ป่วย และการป้องกันภาวะแทรกซ้อนของโรค:

  • เมื่อมีอาการปวดบวมบริเวณข้างหู ควรไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยโรคให้แน่ชัด เนื่องจากอาการต่อมน้ำลายอักเสบอาจเกิดจากไวรัสหรือแบคทีเรียชนิดอื่นได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นเชื้อไวรัสคางทูมเสมอไป
  • ใช้ยาลดไข้และยาแก้ปวดเพื่อบรรเทาอาการ
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอเพื่อชดเชยน้ำและเกลือแร่ โดยเฉพาะการดื่ม ORS (โออาร์เอส) เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ
  • ประคบเย็นเพื่อช่วยลดอาการบวมและปวดของต่อมน้ำลาย
  • หลีกเลี่ยงอาหารแข็ง อาหารรสจัด เผ็ดร้อน หรือมีรสเปรี้ยว ควรเลือกรับประทานอาหารอ่อนที่เคี้ยวง่าย กลืนง่าย เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก หรือซุป
  • ใช้ยาปฏิชีวนะเฉพาะเมื่อสงสัยว่ามีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน และต้องอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์เท่านั้น
  • ผู้ป่วยควรพักผ่อนให้เพียงพอและหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็กเล็กและวัยรุ่น
  • หากผู้ป่วยชายมีอาการอัณฑะอักเสบ หรือผู้ป่วยหญิงมีอาการรังไข่อักเสบ ควรรีบไปโรงพยาบาลเพื่อรับการตรวจและติดตามอาการอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่ไม่พึงประสงค์

วิธีป้องกันคางทูม

  • รักษาสุขอนามัยส่วนบุคคลอย่างสม่ำเสมอ เช่น ล้างมือบ่อยๆ และกลั้วคอด้วยน้ำเกลือหรือน้ำยาฆ่าเชื้อโรคอื่นๆ
  • รักษาความสะอาดและถ่ายเทอากาศในสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัย และทำความสะอาดของเล่นหรือของใช้ของเด็กเป็นประจำ
  • หลีกเลี่ยงการให้เด็กสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย
  • ให้เด็กสวมหน้ากากอนามัยเมื่อไปยังสถานที่ที่มีคนหนาแน่น หรือมีความเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อสูง เช่น โรงพยาบาล
  • มาตรการป้องกันที่มีประสิทธิภาพที่สุดคือการฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัด คางทูม หัดเยอรมัน (MMR) หรือวัคซีนคางทูมโดยเฉพาะ วัคซีนคางทูมที่ใช้ในปัจจุบันเป็นวัคซีนชนิดเชื้อเป็นที่ถูกทำให้อ่อนแรงลงจนไม่สามารถก่อให้เกิดโรคได้

องค์การอนามัยโลก (WHO) และหน่วยงานทางการแพทย์ในหลายประเทศที่พัฒนาแล้ว ต่างแนะนำให้รวมวัคซีนคางทูมไว้ในแผนการสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อป้องกันโรค ปัจจุบัน วัคซีนคางทูมมักจะรวมอยู่ในวัคซีนรวมป้องกันโรคหัดและหัดเยอรมันในเข็มเดียวกัน (วัคซีน MMR) เพื่อลดจำนวนครั้งในการฉีดและทำให้ขั้นตอนการฉีดวัคซีนง่ายขึ้น ไม่เพียงแต่เด็กเท่านั้น ผู้ใหญ่โดยเฉพาะผู้หญิงที่มีแผนจะตั้งครรภ์ ก็ควรได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันคางทูมเช่นกัน

  • ผู้ใหญ่: ฉีดเพียง 1 เข็ม ปริมาณ 0.5 มิลลิลิตร บริเวณต้นแขน
  • เด็ก: เข็มแรกเมื่อเด็กอายุ 12-18 เดือน เข็มที่สองเมื่อเด็กอายุประมาณ 3-5 ปี หรือก่อนเข้าโรงเรียน โดยเว้นระยะห่างระหว่างเข็มอย่างน้อย 1 เดือน สามารถฉีดวัคซีนคางทูมให้เด็กได้ทุกช่วงอายุ ดังนั้น หากคุณพ่อคุณแม่พลาดช่วงเวลาที่แนะนำ ก็ไม่ต้องกังวล
  • สตรีที่เตรียมตั้งครรภ์ ควรตรวจเลือดก่อนฉีดวัคซีนป้องกันคางทูม และควรหลีกเลี่ยงการตั้งครรภ์ภายใน 1 เดือน หลังจากได้รับวัคซีน สำหรับสตรีมีครรภ์หรืออยู่ในช่วงให้นมบุตร ควรปรึกษาแพทย์ก่อนการฉีดวัคซีนคางทูม-หัด-หัดเยอรมัน

คำถามที่พบบ่อย

คำถาม: คางทูมติดต่อกันได้อย่างไร?

คำตอบ: คางทูมติดต่อผ่านทางระบบทางเดินหายใจ โดยการสัมผัสละอองน้ำลายหรือสารคัดหลั่งจากจมูกและลำคอของผู้ป่วย เมื่อมีการไอ จาม พูดคุย หรือบ้วนน้ำลาย ผู้ป่วยสามารถแพร่เชื้อได้ง่ายที่สุดในช่วง 2 วันก่อนมีอาการไปจนถึง 6 วันหลังอาการหายไป

คำถาม: คางทูมสามารถทำให้เกิดภาวะมีบุตรยากได้หรือไม่?

คำตอบ: ในผู้ป่วยชายบางราย คางทูมอาจทำให้เกิดภาวะอัณฑะอักเสบและอาจนำไปสู่ภาวะอัณฑะฝ่อได้ ซึ่งอาจส่งผลต่อการผลิตอสุจิและทำให้เกิดภาวะมีบุตรยากในอนาคตได้ แต่เป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้น้อยมาก ส่วนในผู้หญิง ภาวะรังไข่อักเสบก็อาจเกิดขึ้นได้แต่ไม่ค่อยส่งผลต่อการเจริญพันธุ์ในระยะยาว การฉีดวัคซีนป้องกันจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้

คำถาม: คางทูมมีวิธีการรักษาเฉพาะเจาะจงหรือไม่?

คำตอบ: ปัจจุบันยังไม่มียาปฏิชีวนะหรือยาต้านไวรัสชนิดใดที่สามารถรักษาคางทูมโดยเฉพาะ การรักษาจึงเน้นไปที่การประคับประคองอาการ เช่น การลดไข้ การบรรเทาอาการปวด การพักผ่อนให้เพียงพอ การดื่มน้ำและเกลือแร่ และการรับประทานอาหารอ่อน เพื่อช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวและป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น

ควรไปพบแพทย์เมื่อใด

ควรไปพบแพทย์หากอาการรุนแรงขึ้น อาการไม่ดีขึ้นหลังดูแลเบื้องต้น มีไข้สูง เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก อ่อนแรงผิดปกติ ขาดน้ำ มีเลือดออก หรือมีอาการที่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ตั้งครรภ์ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวควรขอคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์โดยเร็ว

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

ข้อมูลอ้างอิงหลักจากหน่วยงานและแหล่งความรู้ทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ

หมายเหตุด้านสุขภาพบทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลสุขภาพทั่วไป ไม่ใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาจากแพทย์ หากมีอาการรุนแรง อาการฉุกเฉิน หรืออาการไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์โดยตรง
กระบวนการบรรณาธิการเนื้อหาบน Sabaidee Thai จัดทำและตรวจทานตามกระบวนการบรรณาธิการ โดยอ้างอิงแหล่งข้อมูลทางการแพทย์ที่เปิดเผยและน่าเชื่อถือ พร้อมปรับภาษาให้อ่านง่ายสำหรับผู้อ่านชาวไทย
อ่านอย่างปลอดภัยบทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลสุขภาพทั่วไป ไม่ใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาจากแพทย์ หากมีอาการรุนแรง อาการฉุกเฉิน หรืออาการไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์โดยตรง
WHO / CDC / NHS / Mayo Clinicเนื้อหาบน Sabaidee Thai จัดทำและตรวจทานตามกระบวนการบรรณาธิการ โดยอ้างอิงแหล่งข้อมูลทางการแพทย์ที่เปิดเผยและน่าเชื่อถือ พร้อมปรับภาษาให้อ่านง่ายสำหรับผู้อ่านชาวไทย

บทความที่เกี่ยวข้อง