โรคเรเนาด์: รู้ทันอาการ มือเท้าซีด ชา ภัยเงียบที่ต้องรีบรักษา

ทำความรู้จัก โรคเรเนาด์

โรคเรเนาด์ คือภาวะที่หลอดเลือดส่วนปลายเกิดการหดตัวผิดปกติเมื่อร่างกายสัมผัสกับความเย็นจัดหรือตกอยู่ในสถานการณ์ที่ตึงเครียด ส่งผลให้เลือดไหลเวียนไปยังเนื้อเยื่อและเซลล์ต่างๆ ได้น้อยลง ตำแหน่งที่มักได้รับผลกระทบจากภาวะนี้มากที่สุดได้แก่ นิ้วมือ นิ้วเท้า ใบหู หัวนม และปลายจมูก โดยมีอาการแสดงที่สังเกตได้ เช่น สีผิวเปลี่ยนจากสีชมพูเป็นสีขาวหรือม่วงคล้ำ รู้สึกผิดปกติที่ผิวหนัง ชา และความรู้สึกเปลี่ยนแปลงไป หากการหดตัวของหลอดเลือดดำเนินไปเป็นเวลานาน อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนอย่างเนื้อเยื่อตายได้

โรคเรเนาด์ มือเท้าซีด

โรคนี้ได้รับการตั้งชื่อตามนายแพทย์ Maurice Raynaud ผู้บรรยายถึงภาวะนี้เป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2405 (ค.ศ. 1862) มีการประมาณการว่าภาวะนี้พบได้ในประชากรประมาณ 4% โดยพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย และมักเริ่มแสดงอาการในช่วงอายุ 15 ถึง 30 ปี มักพบได้บ่อยในพื้นที่ที่มีสภาพอากาศหนาวเย็น

ภาวะเรเนาด์แบ่งออกเป็นสองประเภทหลัก:

  • เรเนาด์ชนิดปฐมภูมิ: หรือที่เรียกว่า โรคเรเนาด์ เป็นชนิดที่พบได้บ่อยกว่าและมักไม่รุนแรง

  • เรเนาด์ชนิดทุติยภูมิ: แม้จะพบน้อยกว่าชนิดปฐมภูมิ แต่มีอาการที่รุนแรงกว่าและมักเกิดขึ้นในกลุ่มผู้สูงอายุ

สาเหตุของภาวะหลอดเลือดหดตัว

ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของเรเนาด์ชนิดปฐมภูมิ

ในทางกลับกัน สำหรับเรเนาด์ชนิดทุติยภูมิ ความผิดปกติใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับหลอดเลือดและเส้นประสาทที่ควบคุมหลอดเลือดก็สามารถนำไปสู่ปัญหานี้ได้ มีโรคพื้นฐานหลายอย่างที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นสาเหตุของอาการ เช่น:

  • โรคผิวหนังแข็ง (Scleroderma): เป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน ทำให้เกิดรอยโรคแข็งและแผลเป็นบนผิวหนัง ขัดขวางการไหลเวียนของเลือด

  • โรคลูปัส (Lupus): เป็นโรคแพ้ภูมิตัวเองที่ส่งผลกระทบต่อทั้งร่างกาย รวมถึงผิวหนังและหลอดเลือด

  • โรคความผิดปกติของเลือด เช่น Cryoglobulinemia และ Polycythemia;

  • กลุ่มอาการเชอร์เกรน (Sjogren’s Syndrome): มักพบร่วมกับโรคผิวหนังแข็งหรือโรคลูปัส

  • โรคเบอร์เกอร์ (Buerger’s Disease): โรคแพ้ภูมิตัวเองที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบของหลอดเลือดขนาดกลางและเล็กที่แขนขา

  • โรคต่อมไทรอยด์

  • การเคลื่อนไหวซ้ำๆ ที่ทำให้หลอดเลือดแดงที่มือและเท้าได้รับบาดเจ็บ เช่น การพิมพ์ดีด การเล่นเปียโน

  • การบาดเจ็บที่มือหรือเท้าก็สามารถนำไปสู่ภาวะนี้ได้

  • สารเคมี: การสัมผัสกับสารเคมีบางชนิด เช่น ไวนิลคลอไรด์ อาจเป็นสาเหตุของภาวะนี้ได้

  • การสูบบุหรี่: สารนิโคตินในบุหรี่สามารถกระตุ้นให้เกิด ภาวะหลอดเลือดหดตัว นี้ได้

  • ยา: ยาลดอาการปวดศีรษะ ยาเคมีบำบัด ยาแก้แพ้ ยาลดความอ้วน ยาคุมกำเนิด และยาในกลุ่ม Beta-blockers อาจทำให้เกิดภาวะนี้ได้

อาการและสัญญาณ

โรคเรเนาด์ มีอาการแสดงทางคลินิกที่แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรง ความถี่ และระยะเวลาของการหดตัวของหลอดเลือด

อาการทั่วไปของภาวะนี้ ได้แก่:

  • การเปลี่ยนสีผิวในบริเวณที่ได้รับผลกระทบ: เมื่อสัมผัสความเย็นหรือความเครียด หลอดเลือดจะหดตัว ทำให้เลือดไหลเวียนลดลง ผิวหนังที่นิ้วมือหรือนิ้วเท้าจึงมักเปลี่ยนเป็นสีขาว จากนั้นเป็นสีน้ำเงินหรือม่วงแดง และบวมเล็กน้อย บริเวณใบหู ปลายจมูก หรือหัวนมก็อาจได้รับผลกระทบได้เช่นกัน การเปลี่ยนสีผิวไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นตามลำดับหรือครบทั้งสามสีเสมอไป ผู้ป่วยแต่ละรายอาจมีการเปลี่ยนสีผิวที่แตกต่างกันไป เมื่อการไหลเวียนของเลือดกลับมาเป็นปกติ นิ้วมือและนิ้วเท้าจะกลับคืนสู่สีปกติ พร้อมกับความรู้สึกร้อนซ่า

  • ความผิดปกติทางความรู้สึก: บริเวณที่ได้รับผลกระทบจะรู้สึกชา อาการชา หรือปวด ซึ่งเกิดขึ้นพร้อมกับการเปลี่ยนสีผิว

  • แผลและเนื้อเยื่อตาย: หากการหดตัวของหลอดเลือดเกิดขึ้นซ้ำๆ หลายครั้ง อาจทำให้เลือดไปเลี้ยงบริเวณที่ได้รับผลกระทบไม่เพียงพอ ซึ่งท้ายที่สุดจะนำไปสู่การเกิดแผลที่ผิวหนังและเนื้อเยื่อตาย ซึ่งจะรักษาได้ยากขึ้น อาการนี้เกิดขึ้นได้ไม่บ่อยนัก

ผู้ป่วยที่เป็นเรเนาด์ชนิดทุติยภูมิอาจมีอาการทางคลินิกอื่นๆ ที่เกิดจากโรคพื้นฐานที่เป็นสาเหตุร่วมด้วย

ปัจจัยเสี่ยงและการติดต่อ

โรคเรเนาด์ ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรค ดังนั้นจึงไม่ใช่ภาวะที่สามารถติดต่อกันได้ บุคคลที่มีสุขภาพแข็งแรงจะไม่ติดโรคจากการสัมผัสกับผู้ป่วย

โรคเรเนาด์ อาการชา

ภาวะนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงดังต่อไปนี้มีโอกาสที่จะเป็นภาวะนี้สูงกว่า:

  • มีคนในครอบครัวเป็นภาวะเรเนาด์ โดยเฉพาะพ่อแม่และพี่น้อง

  • อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีสภาพอากาศหนาวเย็น

  • เป็นเพศหญิง ในช่วงอายุ 15-30 ปี

  • เป็นโรคพื้นฐานอื่นๆ เช่น โรคผิวหนังแข็ง โรคลูปัส หรือโรคต่อมไทรอยด์

  • ปัจจัยด้านอาชีพ: ผู้ที่ทำงานที่ต้องมีการเคลื่อนไหวซ้ำๆ บ่อยครั้งที่ทำให้เกิดการบาดเจ็บเล็กน้อย เช่น คนงานที่ใช้สว่าน หรือเครื่องมือที่มีการสั่นสะเทือนสูง รวมถึงการพิมพ์ดีด หรือเล่นเปียโน

  • การสูบบุหรี่

  • การใช้ยาบางชนิด เช่น Beta-blockers, Ergotamine, ยารักษาโรคมะเร็ง, ยาลดความอ้วน หรือยาคุมกำเนิด

การวินิจฉัยและการป้องกัน

การวินิจฉัยภาวะนี้ มักเริ่มจากการซักประวัติสุขภาพของผู้ป่วยและครอบครัวอย่างละเอียด ร่วมกับการตรวจร่างกายเพื่อประเมินอาการทางคลินิก แม้ว่าภาวะนี้จะมีอาการแสดงที่ค่อนข้างจำเพาะ แต่เพื่อยืนยันการวินิจฉัย แพทย์อาจสั่งการทดสอบเพิ่มเติม ดังนี้:

  • การทดสอบการกระตุ้นด้วยความเย็น: ผู้ป่วยจะถูกขอให้จุ่มมือลงในน้ำเย็นเพื่อกระตุ้นให้เกิดอาการของโรคเรเนาด์ หากใช้เวลานานกว่า 20 นาที ในการที่มือจะกลับสู่สภาพปกติ อาจบ่งชี้ว่าผู้ป่วยเป็นภาวะนี้

  • การส่องกล้องดูหลอดเลือดฝอย: แพทย์จะใช้กล้องจุลทรรศน์ส่องตรวจและสังเกตความผิดปกติของหลอดเลือดฝอยบริเวณรอยพับเล็บ

การป้องกันและควบคุมการกำเริบของอาการ สามารถทำได้โดย:

  • รักษาความอบอุ่นของร่างกาย โดยเฉพาะบริเวณปลายมือปลายเท้าและใบหน้า สวมถุงมือ ถุงเท้าหนา และหมวกเมื่อต้องออกไปข้างนอกในสภาพอากาศเย็น หลีกเลี่ยงไม่ให้ร่างกายสัมผัสความเย็นโดยตรง เนื่องจากความเย็นเป็นปัจจัยกระตุ้นให้หลอดเลือดหดตัว

  • หลีกเลี่ยงการอาบน้ำเย็น

  • สวมถุงมือเมื่อต้องจัดการกับอาหารแช่แข็ง เพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัสโดยตรง

  • ย้ายไปอยู่ในพื้นที่ที่มีอากาศอบอุ่น: สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง อาจพิจารณาย้ายไปอาศัยในบริเวณที่มีภูมิอากาศอบอุ่นกว่า

  • งดสูบบุหรี่

  • ไม่ควรใช้ยาด้วยตัวเองโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์ หากมีอาการผิดปกติเกิดขึ้นระหว่างการใช้ยา ควรแจ้งแพทย์ผู้ดูแลทันทีเพื่อรับการรักษาที่เหมาะสม

แนวทางการรักษา

การรักษาเรเนาด์ ต้องอาศัยการผสมผสานระหว่างมาตรการรักษาและการป้องกัน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

การหลีกเลี่ยงความเย็นเป็นหลักการสำคัญที่ผู้ป่วยควรปฏิบัติตาม โดยทำได้หลายวิธี เช่น:

  • สวมถุงมือและถุงเท้าที่ให้ความอบอุ่นเมื่อออกไปข้างนอกในฤดูหนาว

  • อาบน้ำอุ่น

  • ทำให้มือและเท้าอบอุ่นด้วยการนวดหรือประคบร้อน

  • สำหรับกรณีที่รุนแรง อาจพิจารณาย้ายไปอยู่ในบริเวณที่มีอากาศอบอุ่นกว่า

ผู้ป่วยควรกำจัดปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ เช่น:

  • งดสูบบุหรี่

  • ปกป้องมือและเท้าจากการบาดเจ็บ

  • ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ค้นหาสมดุลในชีวิต และหลีกเลี่ยงความเครียด

  • จำกัดการบริโภคคาเฟอีน

การรักษาด้วยยา

มียาหลายชนิดที่มีประสิทธิภาพในการรักษาภาวะนี้ การเลือกใช้ยาชนิดใดขึ้นอยู่กับอาการและความรุนแรงของโรค โดยต้องเป็นไปตามคำสั่งของแพทย์ผู้รักษา

กลุ่มยาที่ใช้มักมีฤทธิ์ช่วยลดการหดตัวของหลอดเลือด และปรับปรุงการไหลเวียนโลหิตในบริเวณที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่:

  • ยาปิดกั้นช่องแคลเซียม (Calcium channel blockers)

  • ยาต้านแอลฟา (Alpha blockers)

  • ยาขยายหลอดเลือด (Vasodilators)

การรักษาด้วยวิธีอื่นๆ

สำหรับกรณีที่อาการรุนแรงมากขึ้น อาจมีการใช้วิธีการอื่นๆ นอกเหนือจากการใช้ยา เช่น:

  • การผ่าตัดตัดเส้นประสาทซิมพาเทติกที่ทำให้เกิดปฏิกิริยามากเกินไป ซึ่งช่วยลดความถี่ของการกำเริบของอาการ

  • การฉีดยาเพื่อปิดกั้นเส้นประสาทซิมพาเทติก

  • การตัดอวัยวะที่เกิดเนื้อเยื่อตาย ซึ่งไม่ค่อยมีการระบุให้ทำ

คำถามที่พบบ่อย

โรคเรเนาด์ ติดต่อได้หรือไม่?

ไม่ เรเนาด์ ไม่ใช่โรคติดเชื้อและไม่สามารถแพร่กระจายจากคนสู่คนได้ ผู้ที่มีสุขภาพดีจะไม่ติดเชื้อจากการสัมผัสกับผู้ป่วย

ปัจจัยกระตุ้นหลักของ เรเนาด์ คืออะไร?

ปัจจัยกระตุ้นหลักคือความเย็นจัด เช่น การสัมผัสอากาศเย็น น้ำเย็น หรืออาหารแช่แข็ง รวมถึงความเครียดทางอารมณ์ ซึ่งจะทำให้หลอดเลือดส่วนปลายหดตัวและเกิดอาการได้

เรเนาด์ สามารถรักษาให้หายขาดได้หรือไม่?

ปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาเรเนาด์ให้หายขาด แต่สามารถจัดการอาการและป้องกันการกำเริบของอาการได้ด้วยการหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น การใช้ยา และในบางกรณีอาจพิจารณาการรักษาด้วยวิธีพิเศษอื่นๆ

ควรไปพบแพทย์เมื่อใด

ควรไปพบแพทย์หากอาการรุนแรงขึ้น อาการไม่ดีขึ้นหลังดูแลเบื้องต้น มีไข้สูง เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก อ่อนแรงผิดปกติ ขาดน้ำ มีเลือดออก หรือมีอาการที่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ตั้งครรภ์ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวควรขอคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์โดยเร็ว

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

ข้อมูลอ้างอิงหลักจากหน่วยงานและแหล่งความรู้ทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ

หมายเหตุด้านสุขภาพบทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลสุขภาพทั่วไป ไม่ใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาจากแพทย์ หากมีอาการรุนแรง อาการฉุกเฉิน หรืออาการไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์โดยตรง
กระบวนการบรรณาธิการเนื้อหาบน Sabaidee Thai จัดทำและตรวจทานตามกระบวนการบรรณาธิการ โดยอ้างอิงแหล่งข้อมูลทางการแพทย์ที่เปิดเผยและน่าเชื่อถือ พร้อมปรับภาษาให้อ่านง่ายสำหรับผู้อ่านชาวไทย
อ่านอย่างปลอดภัยบทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลสุขภาพทั่วไป ไม่ใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาจากแพทย์ หากมีอาการรุนแรง อาการฉุกเฉิน หรืออาการไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์โดยตรง
WHO / CDC / NHS / Mayo Clinicเนื้อหาบน Sabaidee Thai จัดทำและตรวจทานตามกระบวนการบรรณาธิการ โดยอ้างอิงแหล่งข้อมูลทางการแพทย์ที่เปิดเผยและน่าเชื่อถือ พร้อมปรับภาษาให้อ่านง่ายสำหรับผู้อ่านชาวไทย

บทความที่เกี่ยวข้อง