ภาวะโพรงสมองคั่งน้ำ: สาเหตุ อาการ รักษาที่ควรรู้

ทำความเข้าใจ โพรงสมองคั่งน้ำ

ภาวะนี้ คือภาวะที่มีการสะสมของน้ำหล่อเลี้ยงสมองและไขสันหลัง (Cerebrospinal Fluid – CSF) มากเกินไปภายในสมอง ซึ่งน้ำหล่อเลี้ยงสมองและไขสันหลังนี้มีหน้าที่สำคัญในการรองรับแรงกระแทกจากภายนอก เป็นแหล่งสารอาหารสำหรับสมอง กำจัดของเสีย และช่วยรักษาสมดุลความดันภายในกะโหลกศีรษะ ภาวะนี้มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Hydrocephalus โดยคำว่า “hydro” หมายถึงน้ำ และ “cephalus” หมายถึงสมอง จึงมักถูกเรียกว่า “ภาวะน้ำในสมอง” นั่นเอง อย่างไรก็ตาม ภาวะนี้ไม่ใช่โรคเฉพาะเจาะจง แต่เป็นผลลัพธ์จากหลายภาวะทางการแพทย์

โพรงสมองคั่งน้ำ โรคระบบประสาท

โดยปกติแล้ว น้ำหล่อเลี้ยงสมองและไขสันหลังจะถูกผลิตขึ้นจากกลุ่มเส้นเลือดฝอยในโพรงสมอง (Choroid Plexus) ด้วยอัตราประมาณ 20 มิลลิลิตรต่อชั่วโมง และจะถูกดูดซึมกลับเข้าสู่ระบบไหลเวียนโลหิตโดยส่วนประกอบอื่นในสมองที่เรียกว่า Pacchioni’s Granulations ดังนั้น น้ำหล่อเลี้ยงสมองและไขสันหลังจะมีการไหลเวียนและถูกทดแทนอยู่เสมอ ทำให้ปริมาตรคงที่ประมาณ 50 มิลลิลิตรในเด็ก และ 150 มิลลิลิตรในผู้ใหญ่ สาเหตุส่วนใหญ่ของภาวะนี้มักเกิดจากการอุดตันของการไหลเวียน หรือการลดลงของการดูดซึมน้ำหล่อเลี้ยงสมองและไขสันหลัง แต่ในบางกรณีที่พบได้น้อย อาจเกิดจากการผลิตน้ำหล่อเลี้ยงสมองและไขสันหลังที่มากเกินไปจาก Choroid Plexus ซึ่งเกินกว่าความสามารถในการดูดซึมกลับของ Pacchioni’s Granulations

ภาวะนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย แต่พบได้บ่อยที่สุดในทารกแรกเกิด ด้วยอัตราส่วนประมาณ 1:500 ของการตั้งครรภ์ และถือเป็นหนึ่งในภาวะที่ร้ายแรงที่สุดในเด็กเล็ก สำหรับภาวะนี้ในผู้ใหญ่ มักพบในผู้ป่วยที่มีอายุมากกว่า 60 ปี และมักถูกวินิจฉัยผิดพลาดเป็นโรคทางระบบประสาทอื่น ๆ เช่น ภาวะสมองเสื่อม หรือโรคอัลไซเมอร์

สาเหตุของ โพรงสมองคั่งน้ำ

ภาวะนี้ ไม่ได้เป็นโรคที่เกิดขึ้นเอง แต่เป็นผลมาจากหลายภาวะทางการแพทย์ สาเหตุของภาวะนี้มีความหลากหลาย แต่ล้วนมีกลไกที่นำไปสู่ปัญหาหลักดังนี้:

  • การไหลเวียนของน้ำหล่อเลี้ยงสมองและไขสันหลังลดลงภายในสมอง

  • ความสามารถในการดูดซึมน้ำหล่อเลี้ยงสมองและไขสันหลังของ Pacchioni’s Granulations ลดลง

  • ในบางกรณีที่พบได้น้อย อาจเกิดจากการผลิตน้ำหล่อเลี้ยงสมองและไขสันหลังที่มากเกินไปจากกลุ่มเส้นเลือดฝอยในโพรงสมอง (Choroid Plexus) ซึ่งเกินกว่าความสามารถในการดูดซึมกลับตามปกติของ Pacchioni’s Granulations

โพรงสมองคั่งน้ำในเด็ก

สาเหตุในเด็กแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับช่วงเวลาที่เกิดโรค:

ภาวะนี้แต่กำเนิด: เกิดขึ้นตั้งแต่ทารกอยู่ในครรภ์มารดา โดยมีสาเหตุมาจากความผิดปกติแต่กำเนิดบางประการ ตัวอย่างความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นได้แก่:

  • โพรงสมองขยายตัว: เป็นภาวะที่โพรงสมองมีขนาดใหญ่กว่าปกติ ทำให้การไหลเวียนของน้ำหล่อเลี้ยงสมองและไขสันหลังผิดปกติ

  • ท่อสมองตีบตัน: ท่อสมองเป็นทางเชื่อมระหว่างโพรงสมอง เมื่อท่อสมองตีบตัน การไหลเวียนของน้ำหล่อเลี้ยงสมองและไขสันหลังก็จะถูกขัดขวาง ทำให้เกิดการสะสม

  • ถุงน้ำเยื่อหุ้มสมองชั้นกลาง (Arachnoid Cyst): เยื่อหุ้มสมองชั้นกลางเป็นเยื่อใสที่ห่อหุ้มผิวสมอง มีถุงน้ำที่บรรจุน้ำหล่อเลี้ยงสมองและไขสันหลังอยู่ ความผิดปกติของถุงน้ำนี้อาจทำให้ความดันของน้ำหล่อเลี้ยงสมองและไขสันหลังเปลี่ยนไป

  • กระดูกสันหลังเปิด (Spina Bifida): เป็นความบกพร่องของท่อประสาทแต่กำเนิด ซึ่งอาจรวมถึงความผิดปกติหลายอย่าง รวมถึงภาวะนี้ด้วย โดยภาวะนี้ที่เกิดจากกระดูกสันหลังเปิดเป็นสาเหตุที่พบได้น้อยและอาจถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้

  • มารดาติดเชื้อระหว่างตั้งครรภ์: ความเสี่ยงที่ทารกจะเป็นภาวะนี้แต่กำเนิดมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับการที่มารดาติดเชื้อระหว่างตั้งครรภ์จากเชื้อต่างๆ เช่น หัดเยอรมัน (Rubella), ท็อกโซพลาสโมซิส (Toxoplasmosis), ไซโตเมกะโลไวรัส (Cytomegalovirus), ไวรัสตับอักเสบ เป็นต้น

โพรงสมองคั่งน้ำที่เกิดขึ้นหลังคลอด

เด็กบางคนเกิดมาปกติและแข็งแรง แต่ภายหลังกลับตรวจพบภาวะนี้ สาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะนี้ภายหลังคลอดได้แก่:

  • เลือดออกในสมอง: ไม่ว่าสาเหตุใดที่ทำให้เกิดเลือดออกในสมอง ล้วนสามารถนำไปสู่ภาวะนี้ได้ เลือดที่ไหลออกจากหลอดเลือดจะเข้าไปในโพรงสมอง ทำให้ความดันน้ำหล่อเลี้ยงสมองและไขสันหลังเพิ่มขึ้น และรบกวนการไหลเวียน ในกรณีที่มีเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมองชั้นกลาง (Subarachnoid hemorrhage) เลือดอาจขัดขวางโพรงสมอง ทำให้ความสามารถในการดูดซึมของ Pacchioni’s Granulations ลดลง สาเหตุนี้มักพบในทารกคลอดก่อนกำหนดเนื่องจากภาวะขาดวิตามินเค ทำให้เลือดออกง่าย

  • การบาดเจ็บที่ศีรษะ: อาจทำให้เกิดเลือดออกในโพรงสมอง หรือสมองบวมจนไปกดทับระบบโพรงสมอง

  • การติดเชื้อในระบบประสาท: การติดเชื้อที่เยื่อหุ้มสมองอาจทำให้มีการอุดตันของหลอดเลือดลดความสามารถในการดูดซึมน้ำหล่อเลี้ยงสมองและไขสันหลัง หรือการอักเสบที่ Choroid Plexus ทำให้มีการผลิตน้ำหล่อเลี้ยงสมองและไขสันหลังเพิ่มขึ้น

  • การดูดซึมน้ำหล่อเลี้ยงสมองและไขสันหลังบกพร่อง: น้ำหล่อเลี้ยงสมองและไขสันหลังไหลผ่านโพรงสมองแต่ระบบไหลเวียนโลหิตไม่สามารถดูดซึมส่วนเกินกลับได้ เนื่องจากความบกพร่องภายในโพรงสมอง

โพรงสมองคั่งน้ำในผู้ใหญ่

สาเหตุของภาวะภาวะนี้ในผู้ใหญ่คล้ายกับสาเหตุที่เกิดขึ้นในเด็กหลังคลอด สาเหตุที่พบบ่อยได้แก่ เลือดออกในสมอง, การบาดเจ็บที่ศีรษะจากอุบัติเหตุ, การติดเชื้อในระบบประสาท เช่น ภาวะสมองอักเสบ, เยื่อหุ้มสมองอักเสบ, เนื้องอกในสมอง, เนื้องอกเยื่อหุ้มสมอง โดยเฉพาะเนื้องอกในโพรงสมองส่วนหลัง ซึ่งสามารถทำให้เกิดภาวะนี้ได้อย่างรวดเร็ว

อาการของ โพรงสมองคั่งน้ำ ในแต่ละช่วงวัย

อาการของภาวะนี้ มีความหลากหลายและแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคลและแต่ละช่วงวัย อาการที่พบบ่อยได้แก่:

ภาวะนี้ในทารกแรกเกิด มีอาการแสดงดังนี้:

  • ขนาดศีรษะใหญ่ผิดปกติอย่างเห็นได้ชัด

  • กระหม่อมหน้าและกระหม่อมหลังโป่งตึง เมื่อกดจะรู้สึกแน่น

  • ผิวหนังบริเวณศีรษะบาง เนื่องจากถูกยืดตามขนาดศีรษะที่ขยายใหญ่ขึ้น

  • กระดูกกะโหลกศีรษะแยกออกจากกัน รอยประสานกระดูกกะโหลกศีรษะกว้างขึ้น

  • เส้นเลือดบนหนังศีรษะเห็นชัดเจน

  • ปฏิเสธการดูดนม, อาเจียน

  • ตาเหลือกต่ำลง มองลงด้านล่าง และเคลื่อนไหวน้อย

  • ชัก, หงุดหงิดง่าย

  • แขนขาอ่อนแรง หรือเคลื่อนไหวน้อยลง

ภาวะนี้ในเด็ก มีอาการแสดงดังนี้:

  • ขนาดศีรษะใหญ่ผิดปกติ

  • ปวดศีรษะ

  • เบื่ออาหาร, คลื่นไส้, อาเจียน

  • มีไข้, อาจมีอาการชักร่วมด้วย

  • สายตาพร่ามัว หรือเห็นภาพซ้อน

  • หงุดหงิดง่าย, มีการเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรม

  • ง่วงซึม, ตื่นยาก, สมาธิสั้น

  • เดินช้าลง, พูดช้าลง และการเคลื่อนไหวช้าลง

ภาวะนี้ในผู้ใหญ่และวัยกลางคน มีอาการแสดงดังนี้:

  • ปวดศีรษะ

  • คลื่นไส้, อาเจียน

  • ง่วงซึม, ตื่นยาก

  • ทรงตัวลำบาก, การประสานงานการเคลื่อนไหวลดลง

  • การควบคุมการขับถ่ายปัสสาวะและอุจจาระผิดปกติ

  • การมองเห็นลดลง: สายตาพร่ามัว หรือเห็นภาพซ้อน

ภาวะนี้ในผู้สูงอายุ มีอาการแสดงดังนี้:

  • ปวดศีรษะ

  • ความจำเสื่อม

  • ทรงตัวลำบาก, การประสานงานการเคลื่อนไหวลดลง

  • มีลักษณะการเดินที่ผิดปกติ เช่น เดินเซ, เดินไม่มั่นคง

  • การควบคุมการขับถ่ายปัสสาวะและอุจจาระผิดปกติ

เนื่องจากกระทบโดยตรงต่อระบบประสาทส่วนกลาง ภาวะนี้อาจส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงหากไม่ได้รับการรักษาอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น หูหนวก, ตาบอด, อัมพาต, หรือโรคลมชัก เป็นต้น

โพรงสมองคั่งน้ำ สามารถติดต่อได้หรือไม่?

ภาวะนี้ ไม่สามารถติดต่อจากผู้ป่วยไปยังผู้อื่นได้ด้วยการสัมผัสหรือการติดต่อแบบทั่วไป

ปัจจัยเสี่ยงของ โพรงสมองคั่งน้ำ

ภาวะภาวะนี้เกี่ยวข้องกับความผิดปกติแต่กำเนิดในเด็ก และโรคทางระบบประสาทที่เกิดขึ้นภายหลังในผู้ใหญ่ ปัจจัยเสี่ยงบางประการที่ระบุได้สำหรับภาวะนี้ในทารกแรกเกิด ได้แก่:

  • การดูแลสุขภาพก่อนคลอดที่ไม่ดี โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์

  • การตั้งครรภ์แฝด

  • มารดาเป็นโรคเบาหวาน, ความดันโลหิตสูงเรื้อรัง หรือความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์

  • การดื่มแอลกอฮอล์ในระหว่างตั้งครรภ์

  • มีประวัติครอบครัวเป็นภาวะนี้

การป้องกัน โพรงสมองคั่งน้ำ

ในปัจจุบันยังไม่มีมาตรการที่ชัดเจนที่ได้รับการพิสูจน์ว่าสามารถป้องกันภาวะภาวะนี้ได้อย่างสมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม มีข้อควรระวังบางประการเพื่อลดความเสี่ยง:

โพรงสมองคั่งน้ำ สมองเด็ก
  • เข้ารับการตรวจครรภ์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอ และทำการตรวจคัดกรองอย่างครบถ้วนตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อตรวจหาภาวะภาวะนี้ตั้งแต่เนิ่นๆ หากทารกได้รับการวินิจฉัยตั้งแต่ในครรภ์ จะได้รับการติดตามและ介入อย่างรวดเร็ว เพื่อลดภาวะแทรกซ้อนของโรคให้ได้มากที่สุด

  • ปรึกษาแพทย์เพื่อขอคำแนะนำเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนที่จำเป็นก่อนตั้งครรภ์ โดยเฉพาะในสตรีที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง

  • ดูแลทารกอย่างระมัดระวัง สังเกตอาการอยู่เสมอ อย่าปล่อยปละละเลย เพื่อหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บที่ศีรษะ ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายที่น่าเสียดาย

  • ไม่ควรเล่นโยนเด็กขึ้นไปในอากาศ โดยเฉพาะทารกแรกเกิด

  • ฉีดวัคซีนให้เด็กครบตามกำหนด

  • หากพบสัญญาณผิดปกติใดๆ เช่น ศีรษะโตขึ้นอย่างรวดเร็ว, ตาเหลือกต่ำลง ควรพาทารกไปพบแพทย์ทันที

  • ในผู้ใหญ่ หากเป็นโรคทางระบบประสาท ควรไปพบแพทย์แต่เนิ่นๆ และรับการรักษาอย่างครบถ้วน

การวินิจฉัย โพรงสมองคั่งน้ำ

นอกเหนือจากอาการทางคลินิกที่ผู้ป่วยประสบ เพื่อวินิจฉัยภาวะนี้ แพทย์จะต้องซักประวัติ ตรวจร่างกาย และสั่งการตรวจเพิ่มเติมที่จำเป็น

การตรวจร่างกาย:

แพทย์จะทำการตรวจร่างกายผู้ป่วยโดยตรง เพื่อประเมินผลอย่างแม่นยำผ่านขั้นตอนต่อไปนี้:

ประเมินระดับพัฒนาการทางร่างกายของเด็ก

วัดเส้นรอบวงศีรษะ

ตรวจตา

ประเมินความรู้สึกและการเคลื่อนไหว

ประเมินความตึงตัวของกล้ามเนื้อ, กำลังกล้ามเนื้อ, และระดับความอ่อนแรงหรืออัมพาต

วิธีการวินิจฉัยด้วยภาพถ่าย: เป็นวิธีการช่วยยืนยันการวินิจฉัยภาวะนี้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่

  • การอัลตราซาวนด์ผ่านกระหม่อมในเด็กเล็ก ช่วยให้เห็นภาพภาวะนี้ได้อย่างชัดเจน และบางครั้งอาจช่วยหาสาเหตุของโรคได้

  • การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) สมอง

  • การตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) สมอง

แนวทางการรักษา โพรงสมองคั่งน้ำ

การรักษาภาวะนี้ จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัด ไม่มียาชนิดใดที่สามารถรักษาภาวะนี้ได้โดยตรง แม้ว่าภาวะนี้จะนำมาซึ่งอาการและภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง แต่หากได้รับการตรวจพบและรักษาอย่างทันท่วงที โรคนี้สามารถหายเป็นปกติได้ และให้ผลลัพธ์ที่ดี เด็กอาจฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วและสามารถไปโรงเรียนได้เหมือนเด็กทั่วไป การผ่าตัดบางอย่างที่ช่วยรักษาภาวะนี้ ได้แก่:

  • การผ่าตัดเอาสาเหตุของโรคออก เช่น เนื้องอกเยื่อหุ้มสมอง, เนื้องอกในสมอง, เนื้องอกในโพรงสมองส่วนหลัง

  • การแก้ไขภาวะอุดตันและฟื้นฟูการไหลเวียนของน้ำหล่อเลี้ยงสมองและไขสันหลัง โดยการใส่ท่อระบาย (shunt) เพื่อนำน้ำหล่อเลี้ยงสมองและไขสันหลังในโพรงสมองไปยังช่องว่างอื่นๆ ในร่างกาย เช่น ช่องท้อง เพื่อให้ถูกดูดซึม ที่ช่องท้อง น้ำหล่อเลี้ยงสมองและไขสันหลังจะถูกดูดซึมกลับเข้าสู่ระบบไหลเวียนโลหิต เทคนิคนี้อาจใช้เดี่ยวๆ หรือทำก่อนการผ่าตัดแก้ไขสาเหตุ การใส่ท่อระบายในช่องท้องมีความเสี่ยงหลายอย่าง รวมถึงการติดเชื้อและการอุดตันของท่อ หากเด็กมีสัญญาณผิดปกติใดๆ หลังจากใส่ท่อระบาย ควรพาเด็กกลับมาโรงพยาบาลทันที

  • การส่องกล้องเปิดโพรงสมองส่วนที่สาม (Endoscopic Third Ventriculostomy – ETV) เป็นเทคนิคใหม่ที่สร้างทางเดินน้ำหล่อเลี้ยงสมองและไขสันหลังขึ้นใหม่ โดยไม่จำเป็นต้องใส่ท่อระบาย วิธีนี้มีประสิทธิภาพในทารกแรกเกิด

สำหรับภาวะนี้ในเด็ก ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการผ่าตัดคือประมาณ 6 เดือน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เร็วที่สุดที่ควรได้รับการแก้ไข การเข้ารับการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ ก่อนที่โรคจะเกิดภาวะแทรกซ้อน จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการรักษา ลดภาวะแทรกซ้อน และรับประกันพัฒนาการทางสติปัญญาปกติของเด็กในอนาคต

การรักษาด้วยยาจะแสดงผลเมื่อใช้เพื่อบรรเทาอาการ หรือควบคุมภาวะแทรกซ้อนของโรคลมชักเท่านั้น

การฟื้นฟูสมรรถภาพหลังการรักษา

หากมีความผิดปกติทางระบบประสาทที่ยังคงอยู่หลังการผ่าตัด ผู้ป่วยจะได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพเพื่อปรับปรุงการทำงานของระบบประสาท กระบวนการฟื้นฟูบางครั้งอาจไม่สามารถเรียกคืนการทำงานทั้งหมดได้ และต้องใช้ความอดทนของผู้ป่วย เนื่องจากเป็นกระบวนการที่ยาวนาน

คำถามที่พบบ่อย

โพรงสมองคั่งน้ำ รักษาให้หายขาดได้หรือไม่?

หากได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที โดยเฉพาะด้วยวิธีการผ่าตัด ภาวะนี้สามารถหายเป็นปกติได้และให้ผลลัพธ์ที่ดี ทำให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ

หากไม่ได้รับการรักษา ภาวะโพรงสมองคั่งน้ำจะส่งผลอย่างไร?

หากไม่ได้รับการรักษา ภาวะภาวะนี้อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงต่อระบบประสาทส่วนกลาง เช่น หูหนวก, ตาบอด, อัมพาต, หรือโรคลมชัก ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อพัฒนาการและคุณภาพชีวิตอย่างถาวร

สามารถตรวจพบ โพรงสมองคั่งน้ำ ได้ตั้งแต่ในครรภ์หรือไม่?

ใช่ สามารถตรวจพบภาวะภาวะนี้ได้ตั้งแต่ในครรภ์ผ่านการตรวจอัลตราซาวนด์ครรภ์อย่างสม่ำเสมอ การวินิจฉัยตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้แพทย์วางแผนการดูแลและรักษาได้เหมาะสมที่สุด

ควรไปพบแพทย์เมื่อใด

ควรไปพบแพทย์หากอาการรุนแรงขึ้น อาการไม่ดีขึ้นหลังดูแลเบื้องต้น มีไข้สูง เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก อ่อนแรงผิดปกติ ขาดน้ำ มีเลือดออก หรือมีอาการที่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ตั้งครรภ์ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวควรขอคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์โดยเร็ว

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

ข้อมูลอ้างอิงหลักจากหน่วยงานและแหล่งความรู้ทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ

หมายเหตุด้านสุขภาพบทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลสุขภาพทั่วไป ไม่ใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาจากแพทย์ หากมีอาการรุนแรง อาการฉุกเฉิน หรืออาการไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์โดยตรง
กระบวนการบรรณาธิการเนื้อหาบน Sabaidee Thai จัดทำและตรวจทานตามกระบวนการบรรณาธิการ โดยอ้างอิงแหล่งข้อมูลทางการแพทย์ที่เปิดเผยและน่าเชื่อถือ พร้อมปรับภาษาให้อ่านง่ายสำหรับผู้อ่านชาวไทย
อ่านอย่างปลอดภัยบทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลสุขภาพทั่วไป ไม่ใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาจากแพทย์ หากมีอาการรุนแรง อาการฉุกเฉิน หรืออาการไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์โดยตรง
WHO / CDC / NHS / Mayo Clinicเนื้อหาบน Sabaidee Thai จัดทำและตรวจทานตามกระบวนการบรรณาธิการ โดยอ้างอิงแหล่งข้อมูลทางการแพทย์ที่เปิดเผยและน่าเชื่อถือ พร้อมปรับภาษาให้อ่านง่ายสำหรับผู้อ่านชาวไทย

บทความที่เกี่ยวข้อง