ภาวะนี้ คือภาวะที่มีการสะสมของน้ำหล่อเลี้ยงสมองและไขสันหลัง (Cerebrospinal Fluid – CSF) มากเกินไปภายในสมอง ซึ่งน้ำหล่อเลี้ยงสมองและไขสันหลังนี้มีหน้าที่สำคัญในการรองรับแรงกระแทกจากภายนอก เป็นแหล่งสารอาหารสำหรับสมอง กำจัดของเสีย และช่วยรักษาสมดุลความดันภายในกะโหลกศีรษะ ภาวะนี้มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Hydrocephalus โดยคำว่า “hydro” หมายถึงน้ำ และ “cephalus” หมายถึงสมอง จึงมักถูกเรียกว่า “ภาวะน้ำในสมอง” นั่นเอง อย่างไรก็ตาม ภาวะนี้ไม่ใช่โรคเฉพาะเจาะจง แต่เป็นผลลัพธ์จากหลายภาวะทางการแพทย์ โดยปกติแล้ว น้ำหล่อเลี้ยงสมองและไขสันหลังจะถูกผลิตขึ้นจากกลุ่มเส้นเลือดฝอยในโพรงสมอง (Choroid Plexus) ด้วยอัตราประมาณ 20 มิลลิลิตรต่อชั่วโมง และจะถูกดูดซึมกลับเข้าสู่ระบบไหลเวียนโลหิตโดยส่วนประกอบอื่นในสมองที่เรียกว่า Pacchioni’s Granulations ดังนั้น น้ำหล่อเลี้ยงสมองและไขสันหลังจะมีการไหลเวียนและถูกทดแทนอยู่เสมอ ทำให้ปริมาตรคงที่ประมาณ 50 มิลลิลิตรในเด็ก และ 150 มิลลิลิตรในผู้ใหญ่ สาเหตุส่วนใหญ่ของภาวะนี้มักเกิดจากการอุดตันของการไหลเวียน หรือการลดลงของการดูดซึมน้ำหล่อเลี้ยงสมองและไขสันหลัง แต่ในบางกรณีที่พบได้น้อย อาจเกิดจากการผลิตน้ำหล่อเลี้ยงสมองและไขสันหลังที่มากเกินไปจาก Choroid Plexus ซึ่งเกินกว่าความสามารถในการดูดซึมกลับของ Pacchioni’s Granulations ภาวะนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย แต่พบได้บ่อยที่สุดในทารกแรกเกิด ด้วยอัตราส่วนประมาณ 1:500 ของการตั้งครรภ์ และถือเป็นหนึ่งในภาวะที่ร้ายแรงที่สุดในเด็กเล็ก สำหรับภาวะนี้ในผู้ใหญ่ มักพบในผู้ป่วยที่มีอายุมากกว่า 60 ปี และมักถูกวินิจฉัยผิดพลาดเป็นโรคทางระบบประสาทอื่น ๆ เช่น ภาวะสมองเสื่อม หรือโรคอัลไซเมอร์ ภาวะนี้ ไม่ได้เป็นโรคที่เกิดขึ้นเอง แต่เป็นผลมาจากหลายภาวะทางการแพทย์ สาเหตุของภาวะนี้มีความหลากหลาย แต่ล้วนมีกลไกที่นำไปสู่ปัญหาหลักดังนี้: การไหลเวียนของน้ำหล่อเลี้ยงสมองและไขสันหลังลดลงภายในสมอง ความสามารถในการดูดซึมน้ำหล่อเลี้ยงสมองและไขสันหลังของ Pacchioni’s Granulations ลดลง ในบางกรณีที่พบได้น้อย อาจเกิดจากการผลิตน้ำหล่อเลี้ยงสมองและไขสันหลังที่มากเกินไปจากกลุ่มเส้นเลือดฝอยในโพรงสมอง (Choroid Plexus) ซึ่งเกินกว่าความสามารถในการดูดซึมกลับตามปกติของ Pacchioni’s Granulations สาเหตุในเด็กแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับช่วงเวลาที่เกิดโรค: ภาวะนี้แต่กำเนิด: เกิดขึ้นตั้งแต่ทารกอยู่ในครรภ์มารดา โดยมีสาเหตุมาจากความผิดปกติแต่กำเนิดบางประการ ตัวอย่างความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นได้แก่: โพรงสมองขยายตัว: เป็นภาวะที่โพรงสมองมีขนาดใหญ่กว่าปกติ ทำให้การไหลเวียนของน้ำหล่อเลี้ยงสมองและไขสันหลังผิดปกติ ท่อสมองตีบตัน: ท่อสมองเป็นทางเชื่อมระหว่างโพรงสมอง เมื่อท่อสมองตีบตัน การไหลเวียนของน้ำหล่อเลี้ยงสมองและไขสันหลังก็จะถูกขัดขวาง ทำให้เกิดการสะสม ถุงน้ำเยื่อหุ้มสมองชั้นกลาง (Arachnoid Cyst): เยื่อหุ้มสมองชั้นกลางเป็นเยื่อใสที่ห่อหุ้มผิวสมอง มีถุงน้ำที่บรรจุน้ำหล่อเลี้ยงสมองและไขสันหลังอยู่ ความผิดปกติของถุงน้ำนี้อาจทำให้ความดันของน้ำหล่อเลี้ยงสมองและไขสันหลังเปลี่ยนไป กระดูกสันหลังเปิด (Spina Bifida): เป็นความบกพร่องของท่อประสาทแต่กำเนิด ซึ่งอาจรวมถึงความผิดปกติหลายอย่าง รวมถึงภาวะนี้ด้วย โดยภาวะนี้ที่เกิดจากกระดูกสันหลังเปิดเป็นสาเหตุที่พบได้น้อยและอาจถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ มารดาติดเชื้อระหว่างตั้งครรภ์: ความเสี่ยงที่ทารกจะเป็นภาวะนี้แต่กำเนิดมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับการที่มารดาติดเชื้อระหว่างตั้งครรภ์จากเชื้อต่างๆ เช่น หัดเยอรมัน (Rubella), ท็อกโซพลาสโมซิส (Toxoplasmosis), ไซโตเมกะโลไวรัส (Cytomegalovirus), ไวรัสตับอักเสบ เป็นต้น เด็กบางคนเกิดมาปกติและแข็งแรง แต่ภายหลังกลับตรวจพบภาวะนี้ สาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะนี้ภายหลังคลอดได้แก่: เลือดออกในสมอง: ไม่ว่าสาเหตุใดที่ทำให้เกิดเลือดออกในสมอง ล้วนสามารถนำไปสู่ภาวะนี้ได้ เลือดที่ไหลออกจากหลอดเลือดจะเข้าไปในโพรงสมอง ทำให้ความดันน้ำหล่อเลี้ยงสมองและไขสันหลังเพิ่มขึ้น และรบกวนการไหลเวียน ในกรณีที่มีเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมองชั้นกลาง (Subarachnoid hemorrhage) เลือดอาจขัดขวางโพรงสมอง ทำให้ความสามารถในการดูดซึมของ Pacchioni’s Granulations ลดลง สาเหตุนี้มักพบในทารกคลอดก่อนกำหนดเนื่องจากภาวะขาดวิตามินเค ทำให้เลือดออกง่าย การบาดเจ็บที่ศีรษะ: อาจทำให้เกิดเลือดออกในโพรงสมอง หรือสมองบวมจนไปกดทับระบบโพรงสมอง การติดเชื้อในระบบประสาท: การติดเชื้อที่เยื่อหุ้มสมองอาจทำให้มีการอุดตันของหลอดเลือดลดความสามารถในการดูดซึมน้ำหล่อเลี้ยงสมองและไขสันหลัง หรือการอักเสบที่ Choroid Plexus ทำให้มีการผลิตน้ำหล่อเลี้ยงสมองและไขสันหลังเพิ่มขึ้น การดูดซึมน้ำหล่อเลี้ยงสมองและไขสันหลังบกพร่อง: น้ำหล่อเลี้ยงสมองและไขสันหลังไหลผ่านโพรงสมองแต่ระบบไหลเวียนโลหิตไม่สามารถดูดซึมส่วนเกินกลับได้ เนื่องจากความบกพร่องภายในโพรงสมอง สาเหตุของภาวะภาวะนี้ในผู้ใหญ่คล้ายกับสาเหตุที่เกิดขึ้นในเด็กหลังคลอด สาเหตุที่พบบ่อยได้แก่ เลือดออกในสมอง, การบาดเจ็บที่ศีรษะจากอุบัติเหตุ, การติดเชื้อในระบบประสาท เช่น ภาวะสมองอักเสบ, เยื่อหุ้มสมองอักเสบ, เนื้องอกในสมอง, เนื้องอกเยื่อหุ้มสมอง โดยเฉพาะเนื้องอกในโพรงสมองส่วนหลัง ซึ่งสามารถทำให้เกิดภาวะนี้ได้อย่างรวดเร็ว อาการของภาวะนี้ มีความหลากหลายและแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคลและแต่ละช่วงวัย อาการที่พบบ่อยได้แก่: ภาวะนี้ในทารกแรกเกิด มีอาการแสดงดังนี้: ขนาดศีรษะใหญ่ผิดปกติอย่างเห็นได้ชัด กระหม่อมหน้าและกระหม่อมหลังโป่งตึง เมื่อกดจะรู้สึกแน่น ผิวหนังบริเวณศีรษะบาง เนื่องจากถูกยืดตามขนาดศีรษะที่ขยายใหญ่ขึ้น กระดูกกะโหลกศีรษะแยกออกจากกัน รอยประสานกระดูกกะโหลกศีรษะกว้างขึ้น เส้นเลือดบนหนังศีรษะเห็นชัดเจน ปฏิเสธการดูดนม, อาเจียน ตาเหลือกต่ำลง มองลงด้านล่าง และเคลื่อนไหวน้อย ชัก, หงุดหงิดง่าย แขนขาอ่อนแรง หรือเคลื่อนไหวน้อยลง ภาวะนี้ในเด็ก มีอาการแสดงดังนี้: ขนาดศีรษะใหญ่ผิดปกติ ปวดศีรษะ เบื่ออาหาร, คลื่นไส้, อาเจียน มีไข้, อาจมีอาการชักร่วมด้วย สายตาพร่ามัว หรือเห็นภาพซ้อน หงุดหงิดง่าย, มีการเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรม ง่วงซึม, ตื่นยาก, สมาธิสั้น เดินช้าลง, พูดช้าลง และการเคลื่อนไหวช้าลง ภาวะนี้ในผู้ใหญ่และวัยกลางคน มีอาการแสดงดังนี้: ปวดศีรษะ คลื่นไส้, อาเจียน ง่วงซึม, ตื่นยาก ทรงตัวลำบาก, การประสานงานการเคลื่อนไหวลดลง การควบคุมการขับถ่ายปัสสาวะและอุจจาระผิดปกติ การมองเห็นลดลง: สายตาพร่ามัว หรือเห็นภาพซ้อน ภาวะนี้ในผู้สูงอายุ มีอาการแสดงดังนี้: ปวดศีรษะ ความจำเสื่อม ทรงตัวลำบาก, การประสานงานการเคลื่อนไหวลดลง มีลักษณะการเดินที่ผิดปกติ เช่น เดินเซ, เดินไม่มั่นคง การควบคุมการขับถ่ายปัสสาวะและอุจจาระผิดปกติ เนื่องจากกระทบโดยตรงต่อระบบประสาทส่วนกลาง ภาวะนี้อาจส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงหากไม่ได้รับการรักษาอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น หูหนวก, ตาบอด, อัมพาต, หรือโรคลมชัก เป็นต้น ภาวะนี้ ไม่สามารถติดต่อจากผู้ป่วยไปยังผู้อื่นได้ด้วยการสัมผัสหรือการติดต่อแบบทั่วไป ภาวะภาวะนี้เกี่ยวข้องกับความผิดปกติแต่กำเนิดในเด็ก และโรคทางระบบประสาทที่เกิดขึ้นภายหลังในผู้ใหญ่ ปัจจัยเสี่ยงบางประการที่ระบุได้สำหรับภาวะนี้ในทารกแรกเกิด ได้แก่: การดูแลสุขภาพก่อนคลอดที่ไม่ดี โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ การตั้งครรภ์แฝด มารดาเป็นโรคเบาหวาน, ความดันโลหิตสูงเรื้อรัง หรือความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ การดื่มแอลกอฮอล์ในระหว่างตั้งครรภ์ มีประวัติครอบครัวเป็นภาวะนี้ ในปัจจุบันยังไม่มีมาตรการที่ชัดเจนที่ได้รับการพิสูจน์ว่าสามารถป้องกันภาวะภาวะนี้ได้อย่างสมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม มีข้อควรระวังบางประการเพื่อลดความเสี่ยง: เข้ารับการตรวจครรภ์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอ และทำการตรวจคัดกรองอย่างครบถ้วนตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อตรวจหาภาวะภาวะนี้ตั้งแต่เนิ่นๆ หากทารกได้รับการวินิจฉัยตั้งแต่ในครรภ์ จะได้รับการติดตามและ介入อย่างรวดเร็ว เพื่อลดภาวะแทรกซ้อนของโรคให้ได้มากที่สุด ปรึกษาแพทย์เพื่อขอคำแนะนำเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนที่จำเป็นก่อนตั้งครรภ์ โดยเฉพาะในสตรีที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ดูแลทารกอย่างระมัดระวัง สังเกตอาการอยู่เสมอ อย่าปล่อยปละละเลย เพื่อหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บที่ศีรษะ ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายที่น่าเสียดาย ไม่ควรเล่นโยนเด็กขึ้นไปในอากาศ โดยเฉพาะทารกแรกเกิด ฉีดวัคซีนให้เด็กครบตามกำหนด หากพบสัญญาณผิดปกติใดๆ เช่น ศีรษะโตขึ้นอย่างรวดเร็ว, ตาเหลือกต่ำลง ควรพาทารกไปพบแพทย์ทันที ในผู้ใหญ่ หากเป็นโรคทางระบบประสาท ควรไปพบแพทย์แต่เนิ่นๆ และรับการรักษาอย่างครบถ้วน นอกเหนือจากอาการทางคลินิกที่ผู้ป่วยประสบ เพื่อวินิจฉัยภาวะนี้ แพทย์จะต้องซักประวัติ ตรวจร่างกาย และสั่งการตรวจเพิ่มเติมที่จำเป็น การตรวจร่างกาย: แพทย์จะทำการตรวจร่างกายผู้ป่วยโดยตรง เพื่อประเมินผลอย่างแม่นยำผ่านขั้นตอนต่อไปนี้: ประเมินระดับพัฒนาการทางร่างกายของเด็ก วัดเส้นรอบวงศีรษะ ตรวจตา ประเมินความรู้สึกและการเคลื่อนไหว ประเมินความตึงตัวของกล้ามเนื้อ, กำลังกล้ามเนื้อ, และระดับความอ่อนแรงหรืออัมพาต วิธีการวินิจฉัยด้วยภาพถ่าย: เป็นวิธีการช่วยยืนยันการวินิจฉัยภาวะนี้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ การอัลตราซาวนด์ผ่านกระหม่อมในเด็กเล็ก ช่วยให้เห็นภาพภาวะนี้ได้อย่างชัดเจน และบางครั้งอาจช่วยหาสาเหตุของโรคได้ การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) สมอง การตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) สมอง การรักษาภาวะนี้ จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัด ไม่มียาชนิดใดที่สามารถรักษาภาวะนี้ได้โดยตรง แม้ว่าภาวะนี้จะนำมาซึ่งอาการและภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง แต่หากได้รับการตรวจพบและรักษาอย่างทันท่วงที โรคนี้สามารถหายเป็นปกติได้ และให้ผลลัพธ์ที่ดี เด็กอาจฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วและสามารถไปโรงเรียนได้เหมือนเด็กทั่วไป การผ่าตัดบางอย่างที่ช่วยรักษาภาวะนี้ ได้แก่: การผ่าตัดเอาสาเหตุของโรคออก เช่น เนื้องอกเยื่อหุ้มสมอง, เนื้องอกในสมอง, เนื้องอกในโพรงสมองส่วนหลัง การแก้ไขภาวะอุดตันและฟื้นฟูการไหลเวียนของน้ำหล่อเลี้ยงสมองและไขสันหลัง โดยการใส่ท่อระบาย (shunt) เพื่อนำน้ำหล่อเลี้ยงสมองและไขสันหลังในโพรงสมองไปยังช่องว่างอื่นๆ ในร่างกาย เช่น ช่องท้อง เพื่อให้ถูกดูดซึม ที่ช่องท้อง น้ำหล่อเลี้ยงสมองและไขสันหลังจะถูกดูดซึมกลับเข้าสู่ระบบไหลเวียนโลหิต เทคนิคนี้อาจใช้เดี่ยวๆ หรือทำก่อนการผ่าตัดแก้ไขสาเหตุ การใส่ท่อระบายในช่องท้องมีความเสี่ยงหลายอย่าง รวมถึงการติดเชื้อและการอุดตันของท่อ หากเด็กมีสัญญาณผิดปกติใดๆ หลังจากใส่ท่อระบาย ควรพาเด็กกลับมาโรงพยาบาลทันที การส่องกล้องเปิดโพรงสมองส่วนที่สาม (Endoscopic Third Ventriculostomy – ETV) เป็นเทคนิคใหม่ที่สร้างทางเดินน้ำหล่อเลี้ยงสมองและไขสันหลังขึ้นใหม่ โดยไม่จำเป็นต้องใส่ท่อระบาย วิธีนี้มีประสิทธิภาพในทารกแรกเกิด สำหรับภาวะนี้ในเด็ก ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการผ่าตัดคือประมาณ 6 เดือน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เร็วที่สุดที่ควรได้รับการแก้ไข การเข้ารับการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ ก่อนที่โรคจะเกิดภาวะแทรกซ้อน จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการรักษา ลดภาวะแทรกซ้อน และรับประกันพัฒนาการทางสติปัญญาปกติของเด็กในอนาคต การรักษาด้วยยาจะแสดงผลเมื่อใช้เพื่อบรรเทาอาการ หรือควบคุมภาวะแทรกซ้อนของโรคลมชักเท่านั้น การฟื้นฟูสมรรถภาพหลังการรักษา หากมีความผิดปกติทางระบบประสาทที่ยังคงอยู่หลังการผ่าตัด ผู้ป่วยจะได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพเพื่อปรับปรุงการทำงานของระบบประสาท กระบวนการฟื้นฟูบางครั้งอาจไม่สามารถเรียกคืนการทำงานทั้งหมดได้ และต้องใช้ความอดทนของผู้ป่วย เนื่องจากเป็นกระบวนการที่ยาวนาน หากได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที โดยเฉพาะด้วยวิธีการผ่าตัด ภาวะนี้สามารถหายเป็นปกติได้และให้ผลลัพธ์ที่ดี ทำให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ หากไม่ได้รับการรักษา ภาวะภาวะนี้อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงต่อระบบประสาทส่วนกลาง เช่น หูหนวก, ตาบอด, อัมพาต, หรือโรคลมชัก ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อพัฒนาการและคุณภาพชีวิตอย่างถาวร ใช่ สามารถตรวจพบภาวะภาวะนี้ได้ตั้งแต่ในครรภ์ผ่านการตรวจอัลตราซาวนด์ครรภ์อย่างสม่ำเสมอ การวินิจฉัยตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้แพทย์วางแผนการดูแลและรักษาได้เหมาะสมที่สุดทำความเข้าใจ โพรงสมองคั่งน้ำ

สาเหตุของ โพรงสมองคั่งน้ำ
โพรงสมองคั่งน้ำในเด็ก
โพรงสมองคั่งน้ำที่เกิดขึ้นหลังคลอด
โพรงสมองคั่งน้ำในผู้ใหญ่
อาการของ โพรงสมองคั่งน้ำ ในแต่ละช่วงวัย
โพรงสมองคั่งน้ำ สามารถติดต่อได้หรือไม่?
ปัจจัยเสี่ยงของ โพรงสมองคั่งน้ำ
การป้องกัน โพรงสมองคั่งน้ำ

การวินิจฉัย โพรงสมองคั่งน้ำ
แนวทางการรักษา โพรงสมองคั่งน้ำ
คำถามที่พบบ่อย
โพรงสมองคั่งน้ำ รักษาให้หายขาดได้หรือไม่?
หากไม่ได้รับการรักษา ภาวะโพรงสมองคั่งน้ำจะส่งผลอย่างไร?
สามารถตรวจพบ โพรงสมองคั่งน้ำ ได้ตั้งแต่ในครรภ์หรือไม่?
ควรไปพบแพทย์เมื่อใด
ควรไปพบแพทย์หากอาการรุนแรงขึ้น อาการไม่ดีขึ้นหลังดูแลเบื้องต้น มีไข้สูง เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก อ่อนแรงผิดปกติ ขาดน้ำ มีเลือดออก หรือมีอาการที่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ตั้งครรภ์ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวควรขอคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์โดยเร็ว
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
ข้อมูลอ้างอิงหลักจากหน่วยงานและแหล่งความรู้ทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ
