เวียนศีรษะ บ้านหมุน: สาเหตุ อาการ ตรวจวินิจฉัย และวิธีรักษา 2024

การรู้สึกถึงการทรงตัวผิดปกติ หรือมีอาการหมุนเคว้ง อาจเป็นสัญญาณของภาวะที่เรียกว่า เวียนศีรษะ บ้านหมุน ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเป็นอย่างมาก ภาวะนี้เกิดจากความผิดปกติของระบบการทรงตัวที่อยู่ในหูชั้นใน หรือการทำงานที่ผิดพลาดของสมอง การทำความเข้าใจเกี่ยวกับอาการ สาเหตุ และวิธีการจัดการกับปัญหานี้จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ผู้ที่ประสบปัญหาสามารถรับมือได้อย่างถูกต้องและมีชีวิตประจำวันที่ดีขึ้น

ภาพรวมของภาวะเวียนศีรษะ บ้านหมุน

ระบบการทรงตัว หรือ Vestibular System ตั้งอยู่ที่ส่วนหลังของหูชั้นใน มีบทบาทสำคัญในการควบคุมท่าทาง การทรงตัว การเคลื่อนไหวที่สัมพันธ์กันระหว่างดวงตา ศีรษะ และลำตัว เส้นประสาทคู่ที่ 8 เป็นเส้นทางส่งข้อมูลเพื่อควบคุมระบบนี้ให้รักษาสมดุลของร่างกาย เมื่อเราเคลื่อนไหว ก้มตัว หรือหมุนตัว ระบบนี้จะปรับเอนไปมาเพื่อคงการทรงตัวไว้

เวียนศีรษะ บ้านหมุน อาการบ้านหมุน

ภาวะนี้ คือภาวะที่เส้นประสาทคู่ที่ 8 ได้รับความเสียหายจากสาเหตุต่างๆ ทำให้การส่งข้อมูลผิดพลาด ร่างกายจึงสูญเสียความสามารถในการควบคุมการทรงตัว นำไปสู่อาการวิงเวียน ตาพร่ามัว หูอื้อ และคลื่นไส้ นอกจากนี้ การอุดตันของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง หรือภาวะโลหิตจาง ก็อาจทำให้ระบบการทรงตัวรับข้อมูลจากสมองได้ช้าหรือผิดเพี้ยนไป ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เกิดกลุ่มอาการนี้ได้

สาเหตุของเวียนศีรษะ บ้านหมุน

ภาวะนี้มีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย:

  • การติดเชื้อในหู เช่น หูชั้นกลางอักเสบจากไวรัสหรือแบคทีเรีย

  • การบาดเจ็บที่ศีรษะ

  • ความผิดปกติของการไหลเวียนโลหิต เช่น หลอดเลือดที่เลี้ยงระบบการทรงตัวอุดตัน หรือหลอดเลือดแดงกระดูกสันหลังหดเกร็ง ซึ่งส่งผลกระทบต่อหูชั้นในหรือสมอง

  • ภาวะเวียนศีรษะ บ้านหมุนอาจเกิดจากปัจจัยทางพันธุกรรม และสภาพแวดล้อม เช่น มลภาวะทางเสียง หรือความเครียด

งานวิจัยบางชิ้นชี้ให้เห็นว่า ปัญหาการทรงตัวและอาการเวียนศีรษะ อาจเกิดจากการใช้ยาบางชนิดเพื่อรักษาอาการปวดเรื้อรัง มากกว่าที่จะเป็นผลมาจากโรคมะเร็งหรือความผิดปกติทางระบบประสาทอื่นๆ

อาการของภาวะการทรงตัวผิดปกติ

เมื่อระบบการทรงตัวได้รับความเสียหายจากโรค ความเสื่อมตามวัย หรือการบาดเจ็บ อาจทำให้เกิดอาการบ้านหมุนและอาการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ดังนี้:

  • วิงเวียนศีรษะ รู้สึกหมุนเคว้ง โคลงเคลง

  • เดินเซ หกล้มง่าย เนื่องจากสูญเสียการทรงตัวและการรับรู้ทิศทางในอวกาศ

  • ความผิดปกติทางการมองเห็น เช่น ตาพร่ามัว เห็นภาพซ้อน ไวต่อแสง

  • ความผิดปกติทางการได้ยิน เช่น หูอื้อ

  • การเปลี่ยนแปลงทางด้านการรับรู้หรือจิตใจ เช่น วิตกกังวลมากเกินไป มีสมาธิลดลง ลดความสามารถในการจดจ่อ

ประเภทและความรุนแรงของอาการจะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล บางรายอาจมีอาการทรงตัวแย่ลงเมื่ออายุมากขึ้น ผู้ป่วยบางคนได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชีวิตประจำวัน การเรียน หรือการทำงาน เนื่องจากมีอาการสมาธิลดลง ความสามารถในการจดจ่อลดลง และวิตกกังวลมากเกินไป ในกรณีที่รุนแรง อาจส่งผลกระทบต่อกิจกรรมง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น การกิน การใช้ชีวิต หรือแม้แต่การลุกจากเตียงในตอนเช้า

ใครบ้างที่เสี่ยงต่อภาวะเวียนศีรษะ บ้านหมุน

กลุ่มบุคคลที่มีความเสี่ยงต่อภาวะนี้ ได้แก่:

  • อายุที่เพิ่มขึ้น: ยิ่งอายุมากขึ้น ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคที่ทำให้เกิดอาการวิงเวียนศีรษะ โดยเฉพาะความรู้สึกสูญเสียการทรงตัว (หกล้มง่าย เดินไม่มั่นคง)

จากการศึกษาทางระบาดวิทยาขนาดใหญ่ พบว่าประมาณ 35% ของผู้ใหญ่ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป (ประมาณ 69 ล้านคน) ประสบกับภาวะการทรงตัวผิดปกติ

  • ประวัติการเวียนศีรษะมาก่อน: หากเคยมีอาการเวียนศีรษะมาก่อน มีแนวโน้มสูงที่จะกลับมามีอาการซ้ำได้ในอนาคต

  • สภาพแวดล้อมในการใช้ชีวิตและการทำงาน: สถานที่ที่มีเสียงดังมากเกินไป หรือสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อย

ความเป็นจริงแสดงให้เห็นว่าภาวะนี้มักเกิดขึ้นกับผู้ที่ทำงานในสำนักงาน เช่น พนักงานออฟฟิศ นักเรียน นักศึกษา เนื่องจากกลุ่มคนเหล่านี้มักนั่งเป็นเวลานานและเคลื่อนไหวร่างกายน้อย ทำให้เกิดการอุดตันหรือหดเกร็งของหลอดเลือดแดงกระดูกสันหลังส่วนต้น ซึ่งนำไปสู่ความผิดปกติของการไหลเวียนโลหิต ทำให้สมองขาดเลือด และเกิดอาการดังกล่าว

  • ผู้ที่ประสบกับความเครียดทางจิตใจ ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงอายุหรือเพศใด ก็มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดปัญหานี้ได้

การป้องกันและลดความรุนแรงของอาการเวียนศีรษะ

ท่านสามารถควบคุมอาการนี้ได้โดยการปฏิบัติตามมาตรการเหล่านี้:

เวียนศีรษะ บ้านหมุน โรคเกี่ยวกับหูชั้นใน
  • จำกัดการอ่านหนังสือ การใช้โทรศัพท์ หรือการทำงานบนคอมพิวเตอร์ขณะเดินทางด้วยรถยนต์ รถประจำทาง หรือรถไฟ

  • สวมแว่นกันแดดและหมวกหากอาการของท่านเกิดจากความไวต่อแสง

  • หลีกเลี่ยงการเดินทางโดยเครื่องบินหากกำลังเป็นไซนัสอักเสบ หูอักเสบ หรือมีภาวะอุดตันในหู

  • หลีกเลี่ยงการฟังเพลงเสียงดัง และหลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีเสียงรบกวนมาก

  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเพิ่มการไหลเวียนโลหิตไปยังสมอง

  • หาวิธีจำกัดความเครียดและความตึงเครียดในชีวิตประจำวันและการทำงาน

การวินิจฉัยโรคเกี่ยวกับหูชั้นในและระบบการทรงตัว

แพทย์จะพิจารณาจากประวัติทางการแพทย์และการตรวจร่างกาย เพื่อดำเนินการทดสอบการวินิจฉัยเพื่อประเมินการทำงานของระบบการทรงตัว และเพื่อแยกแยะสาเหตุอื่นๆ ที่ทำให้เกิดอาการได้ การทดสอบบางอย่างที่แพทย์อาจแนะนำ ได้แก่:

  • การตรวจคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อตา (ENG): เป็นขั้นตอนที่รวมการทดสอบไฟฟ้าและใช้ขั้วไฟฟ้าขนาดเล็กวางบนผิวหนังรอบดวงตา มีวัตถุประสงค์เพื่อวัดการเคลื่อนไหวของดวงตา เพื่อประเมินสัญญาณของความผิดปกติในการทำงานของระบบการทรงตัว หรือปัญหาทางระบบประสาท

  • การทดสอบเก้าอี้หมุน (Rotary Chair Test): เป็นอีกวิธีหนึ่งในการประเมินการทำงานร่วมกันของดวงตาและหูชั้นใน การทดสอบนี้ใช้แว่นตาที่มีกล้องวิดีโอหรือขั้วไฟฟ้าเพื่อติดตามการเคลื่อนไหวของดวงตาขณะที่ศีรษะเคลื่อนไหว

  • การตรวจการได้ยินด้วย OAE (Otoacoustic Emissions): การทดสอบนี้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการทำงานของเซลล์ขนในหูชั้นใน โดยการวัดการตอบสนองของเซลล์เหล่านี้ต่อชุดของสิ่งเร้าเสียงที่สร้างขึ้นโดยลำโพงขนาดเล็กที่ใส่เข้าไปในช่องหู

  • การตรวจ MRI (Magnetic Resonance Imaging): การถ่ายภาพด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจะสร้างภาพตัดขวางของเนื้อเยื่อในร่างกาย เพื่อตรวจหาเนื้องอก หลอดเลือดสมอง และความผิดปกติของเนื้อเยื่ออ่อนอื่นๆ ที่อาจทำให้เกิดอาการสูญเสียการทรงตัว เช่น เวียนศีรษะ หรือเป็นลม

แนวทางการรักษาภาวะเวียนศีรษะและอาการบ้านหมุน

จากประวัติผู้ป่วย ผลการตรวจร่างกาย และผลการทดสอบวินิจฉัย แพทย์สามารถเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยได้ ตั้งแต่การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตไปจนถึงการรักษาด้วยยา และในบางกรณีอาจถึงขั้นผ่าตัด:

  • การบำบัดฟื้นฟูระบบการทรงตัว (Vestibular Rehabilitation Therapy): เป็นวิธีการใช้ออกกำลังกายที่ประสานการเคลื่อนไหวของศีรษะ ร่างกาย และดวงตา การออกกำลังกายเหล่านี้ออกแบบมาเพื่อฝึกสมองให้เรียนรู้ จดจำ ประมวลผล และประสานการทำงานของสัญญาณจากระบบการทรงตัว

  • การออกกำลังกาย: แพทย์จะแนะนำการออกกำลังกายเฉพาะบุคคลที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย เพื่อฟื้นฟูการทำงานของระบบการทรงตัว นอกจากนี้ การออกกำลังกายยังช่วยลดความเครียด และเพิ่มการไหลเวียนโลหิตไปยังสมอง ดังนั้น การออกกำลังกายจึงเป็นส่วนสำคัญของกระบวนการรักษา

  • การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน: การเปลี่ยนแปลงในอาหารอาจช่วยควบคุมอาการในบางกรณีของผู้ป่วยโรคเมเนียร์ (Ménière’s disease) ภาวะน้ำในหูไม่สมดุล (secondary endolymphatic hydrops) และอาการเวียนศีรษะที่เกี่ยวข้องกับไมเกรน

  • การใช้ยา: การใช้ยาในการรักษาขึ้นอยู่กับว่าความผิดปกติของระบบการทรงตัวอยู่ในระยะเริ่มต้น หรือระยะเฉียบพลัน (นานสูงสุด 5 วัน) หรือระยะเรื้อรัง (ต่อเนื่อง)

  • การผ่าตัด: จะพิจารณาเมื่อวิธีการข้างต้นไม่สามารถควบคุมอาการเวียนศีรษะและอาการอื่นๆ ที่เกิดจากความผิดปกติของระบบการทรงตัวได้

คำถามที่พบบ่อย

คำถาม: ภาวะเวียนศีรษะ บ้านหมุนคืออะไร?

คำตอบ: ภาวะนี้เกิดจากความผิดปกติของระบบการทรงตัวในหูชั้นใน หรือความเสียหายของเส้นประสาทคู่ที่ 8 ซึ่งส่งผลให้ร่างกายสูญเสียความสามารถในการรักษาสมดุล ก่อให้เกิดอาการวิงเวียน รู้สึกหมุนเคว้ง หรือเดินเซ

คำถาม: สาเหตุหลักของอาการบ้านหมุนมีอะไรบ้าง?

คำตอบ: สาเหตุที่พบบ่อยได้แก่ การติดเชื้อในหู การบาดเจ็บที่ศีรษะ ความผิดปกติของการไหลเวียนโลหิตที่ไปเลี้ยงสมองและหูชั้นใน รวมถึงปัจจัยทางพันธุกรรมและความเครียดในชีวิตประจำวัน

คำถาม: การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตช่วยลดอาการได้หรือไม่?

คำตอบ: การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่างสามารถช่วยได้ เช่น หลีกเลี่ยงการอ่านหนังสือขณะเดินทาง ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ลดความเครียด และหลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีเสียงดังหรือแสงจ้าเกินไป ซึ่งจะช่วยควบคุมและลดความรุนแรงของอาการลงได้

ควรไปพบแพทย์เมื่อใด

ควรไปพบแพทย์หากอาการรุนแรงขึ้น อาการไม่ดีขึ้นหลังดูแลเบื้องต้น มีไข้สูง เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก อ่อนแรงผิดปกติ ขาดน้ำ มีเลือดออก หรือมีอาการที่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ตั้งครรภ์ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวควรขอคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์โดยเร็ว

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

ข้อมูลอ้างอิงหลักจากหน่วยงานและแหล่งความรู้ทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ

หมายเหตุด้านสุขภาพบทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลสุขภาพทั่วไป ไม่ใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาจากแพทย์ หากมีอาการรุนแรง อาการฉุกเฉิน หรืออาการไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์โดยตรง
กระบวนการบรรณาธิการเนื้อหาบน Sabaidee Thai จัดทำและตรวจทานตามกระบวนการบรรณาธิการ โดยอ้างอิงแหล่งข้อมูลทางการแพทย์ที่เปิดเผยและน่าเชื่อถือ พร้อมปรับภาษาให้อ่านง่ายสำหรับผู้อ่านชาวไทย
อ่านอย่างปลอดภัยบทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลสุขภาพทั่วไป ไม่ใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาจากแพทย์ หากมีอาการรุนแรง อาการฉุกเฉิน หรืออาการไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์โดยตรง
WHO / CDC / NHS / Mayo Clinicเนื้อหาบน Sabaidee Thai จัดทำและตรวจทานตามกระบวนการบรรณาธิการ โดยอ้างอิงแหล่งข้อมูลทางการแพทย์ที่เปิดเผยและน่าเชื่อถือ พร้อมปรับภาษาให้อ่านง่ายสำหรับผู้อ่านชาวไทย

บทความที่เกี่ยวข้อง