เครื่องคำนวณปริมาณน้ำที่ควรดื่มต่อวัน

💧 เครื่องคำนวณปริมาณน้ำที่ควรดื่มต่อวัน: เครื่องมือช่วยประเมินปริมาณน้ำที่ร่างกายต้องการ ตามน้ำหนัก กิจกรรม สภาพอากาศ และกลุ่มเฉพาะ (คนท้อง ให้นมบุตร ผู้สูงอายุ เด็ก นักกีฬา) พร้อม ตารางดื่มน้ำรายชั่วโมง และ ตารางสีปัสสาวะ เพื่อตรวจสอบภาวะการดื่มน้ำของคุณ
หมายเหตุ: เครื่องมือนี้ให้ค่าประมาณตามแนวทาง EFSA/IOM/WHO ไม่ใช่การวินิจฉัยทางการแพทย์ ผู้มีโรคไต หัวใจ หรือโรคที่ต้องควบคุมน้ำควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ตัวเลขจากเครื่องมือ

💧 คำนวณปริมาณน้ำที่ต้องการ

1. ฉันคือ

🧑
ผู้ใหญ่ทั่วไป 18-59 ปี
🧓
ผู้สูงอายุ 60+ ปี
👶
เด็ก 4-17 ปี
🤰
หญิงตั้งครรภ์ +300 มล./วัน
🤱
ให้นมบุตร +700 มล./วัน
🏃
นักกีฬา ฝึกหนักประจำ

2. น้ำหนัก

น้ำหนักตัวปัจจุบัน

3. ระดับการออกกำลังกาย

🪑 ไม่ออกกำลังกาย
🚶 ออกกำลังกายเบา 30 นาที/วัน
🏃 ออกกำลังกายปานกลาง 60 นาที/วัน
🏋️ ออกกำลังกายหนัก 90+ นาที/วัน

4. สภาพอากาศ / อุณหภูมิ

❄️ เย็น (< 25°C / แอร์)
🌤️ ปานกลาง (25-30°C)
☀️ ร้อน (30-35°C — ปกติไทย)
🥵 ร้อนจัด (> 35°C / กลางแดด)

🎯 ปริมาณน้ำที่คุณควรดื่มต่อวัน

มล.
ลิตร ต่อวัน
แก้ว/วัน
ฐาน (มล.)
เพิ่ม (มล.)
📊 บันทึกการดื่มวันนี้ (ทดลองในหน้านี้)
ดื่มไปแล้ว: 0 มล. (0%)

⏰ ตารางดื่มน้ำรายชั่วโมง (7:00 – 22:00)

แบ่งปริมาณน้ำเป็น 10 ช่วงเวลา เริ่มเช้าตื่นนอนถึงก่อนนอน ปริมาณรวม = ปริมาณที่ควรดื่มต่อวัน

🚽 ตารางสีปัสสาวะบอกการดื่มน้ำ

วิธีตรวจสอบที่แม่นยำที่สุดว่าดื่มน้ำพอหรือไม่ — ดูสีปัสสาวะตอนเช้าหรือกลางวัน (ไม่ใช่ตอนตื่นนอนทันที)

เกรด 1 – ใสเกือบไม่มีสีอาจดื่มมากเกินไป
เกรด 2 – เหลืองอ่อนมากดื่มน้ำพอดี ✓
เกรด 3 – เหลืองอ่อนดื่มน้ำพอดี ✓
เกรด 4 – เหลืองควรดื่มน้ำเพิ่ม
เกรด 5 – เหลืองเข้มขาดน้ำเล็กน้อย
เกรด 6 – อำพันอ่อนขาดน้ำ ดื่มทันที
เกรด 7 – อำพันเข้มขาดน้ำรุนแรง
เกรด 8 – น้ำตาลฉุกเฉิน พบแพทย์

* สีปัสสาวะอาจเปลี่ยนเมื่อรับประทานวิตามิน (B12 เหลืองเข้ม) บีทรูท (แดง) หรือยาบางชนิด ไม่ใช่ทุกครั้งบ่งบอกการขาดน้ำ

📖 น้ำสำคัญกับร่างกายอย่างไร?

น้ำเป็นองค์ประกอบใหญ่ที่สุดของร่างกาย 60% ของน้ำหนักตัวคือน้ำ (ทารกแรกเกิดสูงถึง 75% และผู้สูงอายุประมาณ 50%) ทุกระบบในร่างกายอาศัยน้ำในการทำงาน รวมถึง:

  • ระบบไหลเวียนเลือด — เลือดมีน้ำเป็นองค์ประกอบ 90% นำพาออกซิเจนและสารอาหาร
  • การย่อยอาหาร — น้ำลาย น้ำย่อย และช่วยขับสารพิษ
  • การควบคุมอุณหภูมิ — เหงื่อช่วยระบายความร้อน
  • การขับถ่าย — ไตกรองของเสียออกทางปัสสาวะ ลำไส้ต้องการน้ำเพื่อขับอุจจาระ
  • ระบบสมอง — สมองประกอบด้วยน้ำ 73% การขาดน้ำเพียง 2% ทำให้สมาธิและความจำลดลง
  • ผิวพรรณ — น้ำช่วยให้ผิวยืดหยุ่นและชะลอริ้วรอย

⚠️ การขาดน้ำส่งผลร้ายแรงกว่าที่คิด

ตามองค์การอนามัยโลก (WHO) การขาดน้ำเป็นสาเหตุของปัญหาสุขภาพหลายอย่าง:

  • ขาดน้ำ 1-2% — ปวดหัว เหนื่อยง่าย สมาธิลด อารมณ์แปรปรวน
  • ขาดน้ำ 3-4% — ผลงานทางกายภาพลด 20-30% (สำคัญสำหรับนักกีฬา)
  • ขาดน้ำ 5% — ปวดศีรษะรุนแรง คลื่นไส้ ปากแห้ง
  • ขาดน้ำ 10% — ภาวะ Heat Stroke เสี่ยงไตวาย ต้องรักษาโดยด่วน
  • ขาดน้ำ 15-20% — เสี่ยงเสียชีวิต

💡 คำแนะนำตามกลุ่ม

🧑 ผู้ใหญ่ทั่วไป (18-59 ปี)

ปริมาณที่แนะนำ: 30-35 มล./กก. น้ำหนัก ≈ 2-2.5 ลิตร/วัน ตามคำแนะนำของ EFSA และ IOM

  • ผู้ชาย ต้องการน้ำมากกว่าผู้หญิงเล็กน้อย (3.7 ลิตร vs 2.7 ลิตร รวมจากอาหาร)
  • กระจายการดื่ม ตลอดวัน ไม่ดื่มมากครั้งเดียว ป้องกัน Hyponatremia
  • ดื่มเป็นเวลา ไม่รอกระหายน้ำ (กระหายน้ำ = ขาดน้ำไปแล้ว 1-2%)
  • ใช้แก้วหรือขวดที่มีขนาดบอกชัด เพื่อตามได้ง่าย

🤰 หญิงตั้งครรภ์

เพิ่มจากปกติ +300 มล./วัน รวมแล้ว 2.3-3 ลิตร/วัน เพื่อรองรับ:

  • การสร้าง น้ำคร่ำ (~800 มล. ที่ปลาย Trimester 3)
  • การไหลเวียนเลือดที่เพิ่มขึ้น 40-50%
  • พัฒนาการของรก และการขับของเสียจากทารก
  • ลดความเสี่ยง UTI (การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ) ที่พบบ่อยในคนท้อง
  • ลดอาการ ท้องผูก และ ริดสีดวง

หญิงให้นมบุตร: เพิ่มอีก +700 มล./วัน เนื่องจากน้ำนมประกอบด้วยน้ำ 87% หากไม่เพียงพอน้ำนมอาจน้อยลง

🧓 ผู้สูงอายุ (60+ ปี)

ปริมาณ 30 มล./กก. ใกล้เคียงผู้ใหญ่ แต่ความท้าทายอยู่ที่:

  • กลไกความกระหายน้ำลดลง — สูงอายุไม่รู้สึกกระหายแม้ขาดน้ำ
  • การทำงานของไตลด 50% เมื่ออายุ 70+ ปี ทำให้กรองน้ำได้น้อยลง
  • ผู้สูงอายุที่ทาน ยาขับปัสสาวะ หรือเป็น โรคหัวใจ ต้องปรึกษาแพทย์ก่อนปรับน้ำ
  • เสี่ยง หกล้ม เมื่อขาดน้ำ — ความดันโลหิตต่ำ มึนงง

เคล็ดลับ: ตั้งเตือนทุก 2 ชั่วโมง วางขวดน้ำใกล้มือ จิบช้าๆ ตลอดวัน

👶 เด็ก (4-17 ปี)

เด็กต้องการน้ำต่อกิโลกรัมมากกว่าผู้ใหญ่ 40 มล./กก. เพราะเผาผลาญสูงและพื้นผิวร่างกายต่อน้ำหนักมาก:

  • เด็กเล็ก 4-8 ปี: ~1.2-1.5 ลิตร/วัน
  • เด็กโต 9-13 ปี: ~1.6-2 ลิตร/วัน
  • วัยรุ่น 14-17 ปี: ~2-2.5 ลิตร/วัน
  • เด็กที่เล่นกีฬา ต้องเพิ่มน้ำตามที่เสียเหงื่อ
  • ระวัง น้ำหวานและน้ำผลไม้ ไม่ทดแทนน้ำเปล่า ทำให้ขาดน้ำได้

🏃 นักกีฬา / ฝึกหนัก

ปริมาณ 45+ มล./กก. หรือมากกว่า ตามขั้นตอน:

  • ก่อนฝึก 2-3 ชั่วโมง: 500-600 มล.
  • 15-20 นาทีก่อนฝึก: 200-300 มล.
  • ระหว่างฝึก: 200-300 มล. ทุก 15-20 นาที
  • หลังฝึก: 1.5 เท่าของน้ำหนักที่หายไป (ชั่งก่อน-หลังฝึก)
  • ฝึกในอากาศร้อน >60 นาที: เพิ่ม เกลือแร่ (electrolytes) ป้องกันตะคริว

คำเตือน: ดื่มน้ำเกิน 1.5 ลิตร/ชั่วโมงนานๆ ติดต่อกัน อาจเสี่ยง Hyponatremia ในนักวิ่งระยะไกล (มาราธอน) ต้องสมดุลระหว่างน้ำกับเกลือแร่

🚫 ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการดื่มน้ำ

1. “ทุกคนต้องดื่มน้ำ 8 แก้วต่อวัน”

เข้าใจผิด: 8 แก้ว = 2 ลิตร เป็นค่าเฉลี่ย ไม่ใช่กฎตายตัว ความจริง: ปริมาณขึ้นกับน้ำหนัก กิจกรรม และสภาพอากาศ คนน้ำหนัก 50 กก. ในห้องแอร์อาจต้องการแค่ 1.5 ลิตร ขณะที่คน 80 กก. ออกกำลังกายต้องการ 3+ ลิตร

2. “กาแฟและชาทำให้ขาดน้ำ”

เข้าใจผิด: คาเฟอีนขับปัสสาวะมาก ความจริง: การศึกษาใหม่พบว่าผู้ที่ดื่มกาแฟ-ชาประจำ มีการปรับตัว ผลขับปัสสาวะลดลง กาแฟ 1 แก้ว = น้ำ 80% ที่ดื่ม นับเป็นน้ำได้ แต่ไม่ควรเป็นแหล่งหลัก

3. “ปัสสาวะสีใสคือดื่มน้ำดี”

เข้าใจผิด: ใสยิ่งดี ความจริง: สีใสเกินไป (เกรด 1) บ่งบอกว่าดื่มน้ำมากเกินไป อาจเจือจางโซเดียมในเลือด สีที่ดีคือ เหลืองอ่อน (เกรด 2-3) เหมือนสีน้ำมะนาว

4. “ดื่มน้ำมาก ๆ ช่วยลดน้ำหนัก”

ส่วนถูกส่วนผิด: น้ำไม่ลดน้ำหนักโดยตรง ความจริง: น้ำช่วยทางอ้อม – ลดความหิว (มักสับสนกับกระหายน้ำ) ทดแทนเครื่องดื่มแคลอรี่สูง และเพิ่มเผาผลาญเล็กน้อย ดื่มน้ำเย็น 500 มล. เผาผลาญเพิ่ม 24 kcal

5. “ดื่มน้ำก่อนนอนทำให้บวม”

ส่วนถูกส่วนผิด: ดื่มมาก ๆ ก่อนนอนรบกวนการนอน ความจริง: ดื่ม 1 แก้วเล็กก่อนนอน ช่วยป้องกันการขาดน้ำตอนกลางคืน ไม่ทำให้บวม การบวมตอนเช้าส่วนมากเกี่ยวกับโซเดียมและการหลับ

📚 คำศัพท์เกี่ยวกับการดื่มน้ำ

Hydrationการคงระดับน้ำในร่างกายให้เพียงพอ
Dehydrationภาวะขาดน้ำในร่างกาย
Hyponatremiaระดับโซเดียมในเลือดต่ำ (จากดื่มน้ำมากเกินไป)
Electrolytesเกลือแร่จำเป็น เช่น โซเดียม โพแทสเซียม คลอไรด์
EFSAEuropean Food Safety Authority — แนะนำหญิง 2L, ชาย 2.5L/วัน
IOMInstitute of Medicine (US) — แนะนำหญิง 2.7L, ชาย 3.7L/วัน (รวมจากอาหาร)
UTIUrinary Tract Infection — การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ป้องกันด้วยการดื่มน้ำเพียงพอ
Heat Strokeโรคลมแดด ภาวะร้ายแรงจากการขาดน้ำในอากาศร้อน
BUN/Creatinineค่าเลือดที่บอกการทำงานของไตและภาวะขาดน้ำ

❓ คำถามที่พบบ่อย

ควรดื่มน้ำวันละกี่แก้ว?

ปริมาณน้ำที่ควรดื่มขึ้นกับน้ำหนักตัว กิจกรรม และสภาพอากาศ โดยทั่วไปคนทั่วไปควรดื่มน้ำประมาณ 30-35 มล./กก. น้ำหนักตัว เช่น คนน้ำหนัก 60 กก. ควรดื่มน้ำประมาณ 1,800-2,100 มล. หรือ 7-9 แก้ว (250 มล./แก้ว)

ดื่มน้ำมากเกินไปอันตรายไหม?

ดื่มน้ำมากเกินไปอาจทำให้เกิดภาวะ Hyponatremia (ระดับโซเดียมในเลือดต่ำ) ซึ่งเป็นภาวะร้ายแรง อาการได้แก่ ปวดหัว คลื่นไส้ สับสน ในกรณีรุนแรงอาจชักหรือโคม่า ปกติไม่ควรดื่มเกิน 1 ลิตรต่อชั่วโมง หรือ 3-4 ลิตรต่อวัน เว้นแต่นักกีฬาที่เสียเหงื่อมาก

คนท้องควรดื่มน้ำเท่าไหร่?

หญิงตั้งครรภ์ควรดื่มน้ำเพิ่มจากปกติ ประมาณ 2.3-3 ลิตรต่อวัน (รวมจากอาหาร) เพื่อรองรับการสร้างน้ำคร่ำ การไหลเวียนเลือดที่เพิ่มขึ้น และพัฒนาการของทารก หญิงให้นมบุตรเพิ่มอีก 700 มล. ต่อวัน ดูเพิ่มที่ เครื่องคำนวณวันคลอด

ผู้สูงอายุดื่มน้ำน้อยลงได้ไหม?

ผู้สูงอายุยังต้องการน้ำเท่าเดิม แต่กลไกความกระหายน้ำลดลง ทำให้ดื่มน้ำน้อยกว่าที่ควร แนะนำให้ตั้งเตือนหรือดื่มเป็นเวลา ไม่รอจนกระหายน้ำ เพราะตอนนั้นร่างกายขาดน้ำไปแล้ว 1-2%

สีปัสสาวะบอกอะไรเกี่ยวกับการดื่มน้ำ?

สีปัสสาวะเป็นตัวบ่งชี้การดื่มน้ำที่ดีที่สุด สีเหลืองอ่อนใส (เกรด 1-3) แสดงว่าดื่มน้ำเพียงพอ สีเหลืองเข้ม (เกรด 4-5) ควรดื่มน้ำเพิ่ม สีอำพันหรือน้ำตาล (เกรด 6-8) เป็นสัญญาณขาดน้ำรุนแรง ควรดื่มน้ำทันทีและพบแพทย์หากไม่ดีขึ้น ดูตารางสีด้านบนเพื่อเปรียบเทียบ

อากาศร้อนต้องเพิ่มน้ำเท่าไหร่?

ในประเทศไทยอุณหภูมิ 30-35°C ควรเพิ่มน้ำอย่างน้อย 500 มล. ต่อวัน หากออกแดดหรือทำงานกลางแจ้ง เพิ่ม 1-1.5 ลิตร นักกีฬาที่ฝึกในอากาศร้อนอาจต้องการน้ำ 1-1.5 ลิตรต่อชั่วโมงเพื่อทดแทนเหงื่อ

ดื่มน้ำตอนไหนสำคัญที่สุด?

ช่วงเวลาทองในการดื่มน้ำ ได้แก่ (1) ตื่นนอน 1-2 แก้ว ปลุกระบบเผาผลาญ (2) ก่อนอาหาร 30 นาที ช่วยควบคุมน้ำหนัก (3) ก่อนและระหว่างออกกำลังกาย (4) ก่อนนอน 1 แก้วเล็ก หลีกเลี่ยงดื่มมากก่อนนอนเพราะรบกวนการนอน ดูตารางดื่มน้ำรายชั่วโมงด้านบน

ดื่มกาแฟ ชา นับเป็นน้ำดื่มไหม?

การศึกษาใหม่ๆ พบว่าผลขับปัสสาวะของกาแฟและชาในผู้ที่ดื่มประจำมีผลเล็กน้อย จึงนับเป็น 50-80% ของปริมาณน้ำที่ดื่ม แต่ไม่ควรพึ่งกาแฟ-ชาเป็นน้ำหลัก ควรดื่มน้ำเปล่าเป็นหลัก น้ำผัก-ผลไม้ ช่วยเพิ่มน้ำได้ดี

MD. Nattapong Rattanaporn, General Internal Medicine medical advisor
ตรวจสอบทางการแพทย์โดย
MD. Nattapong Rattanaporn — แพทย์อายุรกรรมทั่วไป | General Internal Medicine
เนื้อหานี้ได้รับการตรวจสอบด้านสุขภาพทั่วไป สมดุลน้ำ และความปลอดภัยของคำแนะนำโดยที่ปรึกษาทางการแพทย์ อัปเดตล่าสุด: มิถุนายน 2569