ภาพรวมของนิ่วในท่อไต
ภาวะนี้ คือภาวะที่ก้อนนิ่วซึ่งมักจะก่อตัวในไตเคลื่อนที่ลงมาติดค้างในท่อไต ซึ่งเป็นท่อเล็ก ๆ ยาวประมาณ 25 เซนติเมตร ที่เชื่อมต่อไตกับกระเพาะปัสสาวะและทำหน้าที่นำปัสสาวะลงสู่กระเพาะปัสสาวะ การที่นิ่วไปอุดตันในท่อไตจะขัดขวางการไหลของปัสสาวะ ทำให้เกิดการคั่งของปัสสาวะในไตและนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงได้ จัดเป็นรูปแบบที่อันตรายที่สุดชนิดหนึ่งในบรรดาโรคเกี่ยวกับนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะเลยทีเดียว

นิ่วสามารถพบได้ในทุกส่วนของท่อไต แต่พบบ่อยที่สุดใน 3 ตำแหน่งที่ท่อไตมีการหดตัวตามธรรมชาติ ได้แก่:
- บริเวณรอยต่อระหว่างไตกับท่อไต
- บริเวณรอยต่อระหว่างท่อไตกับกระเพาะปัสสาวะ
- บริเวณท่อไตที่อยู่ด้านหน้าของหลอดเลือดแดงหลักที่เลี้ยงขา (หลอดเลือดแดงใหญ่เอออร์ตา)
โดยทั่วไปมักพบนิ่วเพียงก้อนเดียว แต่บางครั้งอาจพบหลายก้อนหรือเป็นลักษณะสายโซ่ของนิ่วได้ บริเวณท่อไตที่มีนิ่วติดอยู่มักจะมีการอักเสบ หนาตัวขึ้น ส่วนท่อไตด้านบนจะขยายใหญ่ขึ้น และท่อไตด้านล่างอาจตีบแคบลง
ในช่วงแรกที่นิ่วก่อตัว มักจะยังไม่มีอาการหรือมีอาการเพียงเล็กน้อย ผู้ป่วยส่วนใหญ่จึงมักไม่ทันสังเกตเห็น ภาวะนี้อาจคงอยู่ได้นานประมาณ 2 ปี หากตรวจพบและได้รับการรักษาด้วยยาอย่างเหมาะสมในช่วงนี้ มีโอกาสประสบความสำเร็จในการรักษาสูงถึง 80%
สาเหตุของนิ่วในท่อไต
สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดภาวะนี้มีดังต่อไปนี้:
- นิ่วในไต: เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด คิดเป็นประมาณ 80% ของผู้ป่วย นิ่วที่ก่อตัวในไตสามารถหลุดเคลื่อนตัวลงมาติดในท่อไตได้
- โรคประจำตัวบางชนิด: เช่น โรคเกาต์, โรคต่อมไทรอยด์ทำงานผิดปกติ, วัณโรค, หรือซิฟิลิส อาจส่งผลให้เกิดนิ่วได้
- ความเสียหายต่อท่อไต: อาจเกิดจากการทำหัตถการหรือการผ่าตัดอื่น ๆ
- ความผิดปกติของท่อไตแต่กำเนิด: เช่น ท่อไตโป่งพอง, ท่อไตแยก, หรือท่อไตอยู่หลังเส้นเลือดดำใหญ่ (vena cava) ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้ปัสสาวะคั่งและตกตะกอนจนเกิดนิ่วได้ง่ายขึ้น
- ภาวะแคลเซียมในเลือดสูง: ระดับแคลเซียมในเลือดที่สูงจะส่งผลให้มีแคลเซียมในปัสสาวะสูงตามไปด้วย
- เนื้องอกที่ต่อมพาราไทรอยด์: ทำให้เกิดความผิดปกติในการเผาผลาญแคลเซียม หรืออาจเกิดจากการติดเชื้อเรื้อรัง
- ปัสสาวะมีความอิ่มตัวสูงของเกลือแคลเซียม: เกิดจากการดูดซึมแคลเซียมที่ลำไส้เพิ่มขึ้น หรือการดูดกลับแคลเซียมที่ท่อไตเพิ่มขึ้น การตรวจปัสสาวะจะพบระดับแคลเซียมในปัสสาวะสูงมาก
- ภาวะลดลงของซิเตรตในปัสสาวะ: ซิเตรตในปัสสาวะมีบทบาทในการยับยั้งการตกผลึกของเกลือแคลเซียม เมื่อมีภาวะเลือดเป็นกรด, การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ หรือโพแทสเซียมในเลือดต่ำ ซิเตรตในปัสสาวะมักจะลดลง ทำให้ปัสสาวะอิ่มตัวด้วยเกลือแคลเซียมและง่ายต่อการก่อตัวเป็นภาวะนี้
- ปัสสาวะมีความอิ่มตัวสูงของออกซาเลต: เกิดจากการบริโภคอาหารที่มีออกซาเลตสูง หรือในกรณีที่ได้รับวิตามินซีเกินขนาด ผู้ป่วยที่มีภาวะลำไส้อักเสบ, การผ่าตัดลำไส้เล็กบางส่วน หรือมีปัญหาเอนไซม์การเผาผลาญในตับจากพันธุกรรม มักพบระดับออกซาเลตในปัสสาวะสูงและมีแนวโน้มที่จะเป็นนิ่วจากออกซาเลต
- พฤติกรรมการบริโภคอาหาร: การดื่มน้ำน้อยร่วมกับสภาพอากาศร้อนชื้น เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้เกิดนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ รวมถึงการได้รับวิตามินซีในปริมาณที่มากเกินไป
อาการของนิ่วในท่อไต
อาการและอาการแสดงของภาวะนี้ประกอบด้วย:
- อาการปวด: เป็นอาการที่โดดเด่นที่สุดของภาวะนี้ เมื่อนิ่วเคลื่อนที่จากไตลงสู่ท่อไต จะทำให้เกิดอาการปวดบิดอย่างรุนแรงที่เรียกว่า ปวดบิดในไต อาการปวดจะเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน มีความรุนแรงเป็นพัก ๆ โดยเริ่มจากบริเวณบั้นเอวและแผ่ร้าวลงไปที่ขาหนีบและอวัยวะเพศ ซึ่งผู้ป่วยจะหานอนท่าใดก็ไม่สามารถบรรเทาอาการปวดได้
- ปัสสาวะขุ่น, ปัสสาวะแสบขัด, ปัสสาวะบ่อย: ผู้ป่วยอาจรู้สึกแสบขัดขณะปัสสาวะและปัสสาวะบ่อยผิดปกติ
- ปัสสาวะมีหนอง: หากปัสสาวะมีลักษณะขุ่นและมีหนอง เป็นสัญญาณของการติดเชื้อในไตที่ลุกลามขึ้นไป ควรระมัดระวังหากมีไข้และหนาวสั่นร่วมด้วย กรณีนี้เป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อการทำงานของไตและอาจนำไปสู่ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดและภาวะช็อกจากการติดเชื้อได้
- ปัสสาวะเป็นเลือด: อาจเป็นปัสสาวะเป็นเลือดแบบมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า โดยปัสสาวะจะมีสีคล้ายน้ำล้างเนื้อ หรือเป็นปัสสาวะเป็นเลือดที่ต้องตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์จึงจะพบ
- ปัสสาวะออกมาเป็นนิ่วก้อนเล็ก ๆ: พบได้ไม่บ่อย แต่มีคุณค่าในการช่วยวินิจฉัย
- อาการอื่น ๆ: นอกจากอาการปวด ผู้ป่วยอาจมีไข้ หนาวสั่น คลื่นไส้ อาเจียน ท้องอืด และขับถ่ายลำบาก
หากภาวะนี้ไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้แก่:
- ไตบวมน้ำและกรวยไตขยายตัว: เนื่องจากนิ่วอุดกั้นทางเดินปัสสาวะ ทำให้ปัสสาวะไม่สามารถไหลลงสู่กระเพาะปัสสาวะได้ ส่งผลให้เกิดการคั่งของปัสสาวะในไต ทำให้ไตบวมน้ำและกรวยไตขยายตัว ซึ่งส่งผลเสียต่อการทำงานของไต
- การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ: เมื่อนิ่วเคลื่อนที่ อาจทำให้เกิดการบาดเจ็บต่อเยื่อบุท่อไต ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย ทำให้เกิดการอักเสบ ผู้ป่วยจะมีไข้สูง หนาวสั่น และปวดตึงบริเวณบั้นเอว
- ภาวะไตวายเฉียบพลัน: เกิดขึ้นเมื่อนิ่วอุดกั้นทางเดินปัสสาวะอย่างสมบูรณ์ ทำให้เกิดอาการปัสสาวะไม่ออก
- ภาวะไตวายเรื้อรัง: หากการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและยาวนาน จะนำไปสู่ภาวะไตวายเรื้อรัง ซึ่งเซลล์ไตที่เสียหายจะไม่สามารถฟื้นตัวได้
ผู้ที่มีความเสี่ยงนิ่วในท่อไต
หลายปัจจัยสามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะนี้ได้ เช่น:
- ประวัติครอบครัวหรือประวัติส่วนตัว: หากมีสมาชิกในครอบครัวเคยเป็นนิ่วในไต คุณจะมีโอกาสเป็นนิ่วในไตหรือภาวะนี้ได้มากขึ้น
- การดื่มน้ำไม่เพียงพอ: การดื่มน้ำไม่เพียงพอในแต่ละวันสามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วในไตได้ ผู้ที่อาศัยอยู่ในสภาพอากาศร้อนชื้นและผู้ที่เสียเหงื่อมาก อาจมีความเสี่ยงสูงกว่าผู้อื่น
- พฤติกรรมการบริโภคอาหาร: การรับประทานอาหารที่มีโซเดียมสูงจะเพิ่มปริมาณแคลเซียมในปัสสาวะ และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วในไตได้อย่างมีนัยสำคัญ
- ภาวะอ้วน: รอบเอวขนาดใหญ่และการมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น สามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วในไตได้เช่นกัน
การป้องกันนิ่วในท่อไต
คุณสามารถลดความเสี่ยงหรือควบคุมภาวะภาวะนี้ได้โดยการปฏิบัติตามคำแนะนำเหล่านี้:

- ดื่มน้ำอย่างสม่ำเสมอ: สำหรับผู้ที่มีประวัติเป็นนิ่วในไต แพทย์มักแนะนำให้ปัสสาวะออกประมาณ 2.5 ลิตรต่อวัน หากปัสสาวะมีสีเหลืองอ่อนและใส แสดงว่าคุณดื่มน้ำเพียงพอ
- จำกัดอาหารที่มีแคลเซียมออกซาเลตสูง: เช่น นม, ชีส, ชาเข้มข้น, หัวผักกาด, กระเจี๊ยบ
- ลดการบริโภคเกลือและโปรตีนจากสัตว์: ลดปริมาณเกลือในอาหาร และเลือกแหล่งโปรตีนจากพืช เช่น ถั่วชนิดต่าง ๆ หรือเห็ด
- ระมัดระวังในการเสริมแคลเซียม: แคลเซียมจากอาหารโดยทั่วไปไม่มีผลต่อความเสี่ยงของนิ่วในไต ดังนั้นคุณควรกินอาหารที่มีแคลเซียมต่อไป เว้นแต่แพทย์จะแนะนำเป็นอย่างอื่น ควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมแคลเซียม เนื่องจากอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วในไตได้
การวินิจฉัยนิ่วในท่อไต
การตรวจทางรังสีวิทยา
- การถ่ายภาพรังสีไตโดยไม่เตรียมผู้ป่วย (KUB X-ray): การวินิจฉัยส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับการเอกซเรย์ แต่ก็อาจมีความท้าทาย เนื่องจากนิ่วมักมีขนาดเล็ก มีความทึบแสงไม่มาก และอาจถูกบดบังด้วยกระดูกตามแนวท่อไตได้ง่าย นอกจากนี้ ในบริเวณอุ้งเชิงกรานยังมีโครงสร้างอื่น ๆ ที่ทึบแสงคล้ายนิ่ว เช่น เงาของกระดูกสันหลัง ซึ่งไม่ใช่ก้อนนิ่วจริง
- การฉีดสีดูการทำงานของไตและทางเดินปัสสาวะ (Intravenous Urography – IVU): การถ่ายภาพรังสีไตโดยฉีดสารทึบแสงเข้าหลอดเลือดดำในผู้ป่วยภาวะนี้มีวัตถุประสงค์หลัก 3 ประการ:
- ยืนยันการวินิจฉัยหากยังคงสงสัยจากการเอกซเรย์ธรรมดา
- ประเมินผลกระทบของนิ่วต่อระบบขับถ่ายปัสสาวะและเนื้อไต ผลกระทบนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาดของนิ่วโดยตรง แต่ขึ้นอยู่กับระดับการอุดตันที่เกิดจากก้อนนิ่ว การอุดตันและการติดเชื้อจะนำไปสู่ภาวะไตบวมน้ำ, ไตมีหนอง หรือไตอักเสบย้อนกลับ ซึ่งจะทำให้เนื้อไตเสื่อมสภาพลงเรื่อย ๆ และในที่สุดอาจทำให้การทำงานของไตสูญเสียไปอย่างถาวร
- ค้นหาสาเหตุของการเกิดนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ นิ่วอาจเป็นแบบปฐมภูมิ หรือเป็นแบบทุติยภูมิอันเนื่องมาจากความผิดปกติแต่กำเนิดของระบบทางเดินปัสสาวะ ซึ่งการตรวจ IVU จะช่วยในการระบุสาเหตุเหล่านี้ได้
- การฉีดสีสวนทางเข้าท่อไต-กรวยไต (Retrograde Ureteropyelography – RGP)
- การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT-scan): ช่วยในการระบุพยาธิสภาพได้แม่นยำกว่าการเอกซเรย์ธรรมดาและการตรวจ IVU นอกจากนี้ยังช่วยประเมินสภาพของเนื้อไต, การขยายตัวของกรวยไตและอุ้งไตได้
การตรวจอัลตราซาวด์
การตรวจอัลตราซาวด์สามารถระบุได้ถึง:
- ภาพและขนาดของนิ่วที่สะท้อนเสียงในไตและท่อไต
- ขนาดของไต
- ระดับการขยายตัวของกรวยไตและอุ้งไต
- ความหนาบางของเนื้อไต
การตรวจเลือดและปัสสาวะ
- การตรวจเลือด: เพื่อตรวจสอบว่ามีแคลเซียมหรือกรดยูริกในเลือดมากเกินไปหรือไม่ ผลการตรวจเลือดจะช่วยให้แพทย์สามารถติดตามการทำงานของไต ประเมินภาวะการติดเชื้อที่อาจเกิดขึ้น และตรวจสอบโรคอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องได้
- การตรวจปัสสาวะ: เพื่อประเมินองค์ประกอบของปัสสาวะและหาสัญญาณของการติดเชื้อ
แนวทางการรักษานิ่วในท่อไต
เพื่อให้การรักษาภาวะนี้มีประสิทธิภาพและสมบูรณ์ จำเป็นต้องระบุชนิดและขนาดของนิ่วอย่างแม่นยำ
- การรักษาด้วยยา: อาจพิจารณาในกรณีที่นิ่วมีขนาดเล็ก (น้อยกว่า 5 มิลลิเมตร) และยังไม่ก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนใด ๆ
- ยาแก้ปวด: เช่น พาราเซตามอล (acetaminophen), ไอบูโพรเฟน (ibuprofen) เป็นต้น เพื่อบรรเทาอาการปวด
- นอกจากนี้ ผู้ป่วยควรปฏิบัติตามมาตรการป้องกันที่กล่าวมาข้างต้น
- การรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดหรือการทำหัตถการ:
ปัจจุบันความก้าวหน้าทางการแพทย์ทำให้วิธีการผ่าตัดแบบเปิดที่มีความเสี่ยงสูงถูกนำมาใช้น้อยลงเรื่อย ๆ แทนที่ด้วยเทคนิคใหม่ ๆ ที่ปลอดภัยกว่าและรุกรานร่างกายน้อยกว่า เช่น:
- การส่องกล้องผ่านผิวหนังเพื่อเอานิ่วออก (Standard Percutaneous Nephrolithotomy – PCNL)
- การส่องกล้องผ่านผิวหนังเพื่อเอานิ่วออกแบบแผลเล็ก (Mini Percutaneous Nephrolithotomy – Mini PCNL)
- การส่องกล้องท่อไต (Ureteroscopy)
- การสลายนิ่วด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (Extracorporeal Shock Wave Lithotripsy – ESWL)
อย่างไรก็ตาม สำหรับนิ่วขนาดใหญ่ที่ทำให้เกิดการขยายตัวของกรวยไตและท่อไต และไม่เข้าเกณฑ์สำหรับการรักษาด้วยวิธีรุกรานน้อยที่สุด แพทย์จะพิจารณาทำการผ่าตัดแบบเปิดเพื่อนำนิ่วออก
คำถามที่พบบ่อย
นิ่วในท่อไตคืออะไร?
ภาวะนี้คือภาวะที่ก้อนนิ่วซึ่งมักจะก่อตัวในไต เคลื่อนที่ลงมาติดค้างอยู่ในท่อไต ซึ่งเป็นท่อเล็ก ๆ ที่เชื่อมต่อไตกับกระเพาะปัสสาวะ ทำให้น้ำปัสสาวะไหลลงสู่กระเพาะปัสสาวะได้ไม่สะดวก เกิดการคั่งของปัสสาวะในไตและอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนได้
อาการหลักของนิ่วในท่อไตมีอะไรบ้าง?
อาการหลักของภาวะนี้คืออาการปวดบิดในไตอย่างรุนแรง ซึ่งเริ่มจากบั้นเอวและร้าวลงขาหนีบ นอกจากนี้ยังอาจมีอาการปัสสาวะแสบขัด ปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะขุ่น ปัสสาวะเป็นเลือด คลื่นไส้ อาเจียน และมีไข้หนาวสั่นหากมีการติดเชื้อร่วมด้วย
เราสามารถป้องกันนิ่วในท่อไตได้อย่างไร?
การป้องกันภาวะนี้ที่สำคัญคือการดื่มน้ำให้เพียงพออย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ปัสสาวะมีปริมาณมากและใส ลดความเข้มข้นของสารก่อตัวนิ่ว นอกจากนี้ควรจำกัดอาหารที่มีแคลเซียมออกซาเลตสูง ลดการบริโภคเกลือและโปรตีนจากสัตว์ และปรึกษาแพทย์ก่อนเสริมแคลเซียม
ควรไปพบแพทย์เมื่อใด
ควรไปพบแพทย์หากอาการรุนแรงขึ้น อาการไม่ดีขึ้นหลังดูแลเบื้องต้น มีไข้สูง เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก อ่อนแรงผิดปกติ ขาดน้ำ มีเลือดออก หรือมีอาการที่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ตั้งครรภ์ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวควรขอคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์โดยเร็ว
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
ข้อมูลอ้างอิงหลักจากหน่วยงานและแหล่งความรู้ทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ
