ต่อมใต้สมอง เป็นต่อมไร้ท่อขนาดเล็กเท่าเม็ดถั่ว ตั้งอยู่บริเวณฐานของสมอง มีหน้าที่สำคัญในการควบคุมการหลั่งฮอร์โมนจากต่อมไร้ท่ออื่น ๆ เช่น ต่อมไทรอยด์และต่อมหมวกไต นอกจากนี้ ต่อมใต้สมองยังหลั่งฮอร์โมนที่ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของกระดูกและการผลิตน้ำนม ได้แก่ ฮอร์โมนกระตุ้นการทำงานของต่อมหมวกไต (ACTH), ฮอร์โมนการเจริญเติบโต (GH), ฮอร์โมนโปรแลคติน (Prolactin) และฮอร์โมนกระตุ้นต่อมไทรอยด์ (TSH) ภาวะนี้ คือการเจริญเติบโตของเซลล์ที่ผิดปกติในต่อมใต้สมอง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการทำงานของต่อมใต้สมองในร่างกาย เมื่อเนื้องอกมีขนาดใหญ่ขึ้น อาจทำให้เซลล์ที่ผลิตฮอร์โมนในต่อมใต้สมองถูกทำลาย นำไปสู่ภาวะพร่องฮอร์โมนจากต่อมใต้สมองได้ ปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของการเกิดภาวะนี้ มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่พบว่าผู้ป่วยมีภาวะนี้เนื่องจากพันธุกรรมในครอบครัวที่มีประวัติผู้ป่วยโรคยักษ์ หรือความผิดปกติของระบบต่อมไร้ท่อหลายต่อมชนิดที่ 1 (MEN1) ภาวะนี้สามารถเป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างมาก และจะยิ่งอันตรายมากขึ้นหากไม่ได้รับการตรวจพบและรักษาอย่างทันท่วงที อาการและสัญญาณของภาวะนี้จะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับชนิดของฮอร์โมนที่เนื้องอกผลิต ขนาด ตำแหน่ง และอัตราการเจริญเติบโตของเนื้องอก โดยสามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มอาการหลักดังนี้: อาการที่เกิดจากการเพิ่มขึ้นของโปรแลคติน ทำให้ผู้ป่วยประจำเดือนมาช้า ประจำเดือนผิดปกติ หรือขาดหายไปอย่างสิ้นเชิง ในรายที่รุนแรงอาจนำไปสู่ภาวะมีบุตรยาก หรือมีการหลั่งน้ำนมจากเต้านมแม้ไม่ได้ตั้งครรภ์หรือมีประจำเดือน สำหรับผู้ชายอาจมีอาการลดความต้องการทางเพศ มีปัญหาการแข็งตัวของอวัยวะเพศ ซึ่งส่งผลต่อชีวิตคู่ การเพิ่มขึ้นของฮอร์โมนการเจริญเติบโต (GH) ทำให้ผู้ป่วยมีพัฒนาการที่ผิดปกติ เช่น ศีรษะใหญ่ หน้าผากกว้าง โหนกคิ้วยื่น ตาโต ผิวหยาบ ริมฝีปากหนา เท้าและนิ้วเท้าใหญ่ผิดปกติ เป็นต้น ทำให้รูปร่างของผู้ป่วยดูแปลกไปจากคนทั่วไป อาการพร่องฮอร์โมนจากต่อมใต้สมอง ทำให้เกิดภาวะมีบุตรยาก เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว ขนร่วง หรือในเด็กอาจมีการเจริญเติบโตช้าหรือเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ช้าลง ในบางกรณีอาจมีอาการเลือดออกในภาวะนี้ ซึ่งนำไปสู่อาการปวดศีรษะอย่างรุนแรงและตามัว เมื่อภาวะนี้มีขนาดใหญ่ขึ้น จะไปกดทับเส้นประสาทตา ส่งผลให้เกิดความผิดปกติของการมองเห็น เช่น ตามัว มองเห็นได้เพียงด้านในหรือด้านนอก หรือมองเห็นได้เฉพาะภาพตรงหน้าเท่านั้น ไม่สามารถมองเห็นด้านข้างในบริเวณขมับได้ หากเนื้องอกขยายเข้าไปในโพรงไซนัสคาร์เวอนัส อาจทำให้มีอาการตาเหล่ หรือหน้าชา เนื่องจากมีการกดทับเส้นประสาทสมองคู่ที่ 3, 4 และ 5 เมื่อมีอาการปวดศีรษะ อาเจียน คลื่นไส้ สับสน หรือแม้กระทั่งโคม่า เป็นสัญญาณว่าเนื้องอกได้กดทับภายในกะโหลกศีรษะ ทำให้เกิดภาวะความดันในกะโหลกศีรษะสูงขึ้น นี่เป็นหนึ่งในสัญญาณที่บ่งชี้ว่าภาวะนี้ได้พัฒนาเข้าสู่ระยะอันตรายแล้ว เช่นเดียวกับโรคเนื้องอกอื่นๆ ภาวะนี้ไม่ใช่โรคที่สามารถติดต่อกันได้ ภาวะนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะผู้สูงอายุ เพื่อลดโอกาสในการเกิดภาวะนี้ วิธีที่ดีที่สุดคือการลดปัจจัยเสี่ยงต่างๆ นอกจากนี้ ผู้ที่มีสมาชิกในครอบครัวเคยป่วยด้วยโรคเนื้องอกหลายต่อมไร้ท่อชนิดที่ 1 (Multiple Endocrine Neoplasia Type 1 – MEN1) จะมีความเสี่ยงสูงในการเกิดภาวะนี้ เพื่อป้องกันภาวะนี้ สิ่งสำคัญคือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันและวิถีชีวิตดังต่อไปนี้: เข้ารับการตรวจสุขภาพเป็นประจำ เพื่อให้สามารถตรวจพบและรักษาโรคได้อย่างทันท่วงที ในกรณีที่ป่วยเป็นเนื้องอกแล้ว ควรปฏิบัติตามนัดหมายของแพทย์อย่างเคร่งครัด เพื่อติดตามความคืบหน้าของโรคและสภาพสุขภาพ ไม่ควรใช้ยาเองโดยไม่ได้รับคำแนะนำหรือการสั่งจ่ายจากแพทย์ เมื่อมีอาการผิดปกติใดๆ ควรไปพบแพทย์ทันที เพื่อรับการวินิจฉัยและทราบสถานะของโรค เพื่อวินิจฉัยภาวะนี้ นอกจากการตรวจร่างกายแล้ว อาจใช้วิธีการดังต่อไปนี้: การตรวจวัดระดับฮอร์โมน โดยการตรวจเลือดหรือปัสสาวะ เพื่อประเมินความผิดปกติของฮอร์โมนต่างๆ การถ่ายภาพด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) เพื่อตรวจหาเนื้องอกและวัดขนาดของเนื้องอกที่ต่อมใต้สมอง การตรวจวัดลานสายตา เพื่อระบุความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในบริเวณประสาทตา การเลือกวิธีการรักษาภาวะนี้ที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับขนาดและผลกระทบของเนื้องอกต่อร่างกาย วิธีการรักษาที่ใช้กันในปัจจุบัน ได้แก่ การผ่าตัด การฉายรังสี และการใช้ยา การรักษาภาวะนี้ โดยมีแนวทางดังนี้: สำหรับผู้ป่วยในระยะเริ่มต้นของโรค อาจไม่จำเป็นต้องรักษา หรืออาจใช้ยาภายใต้คำแนะนำของแพทย์ อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยกลุ่มนี้จำเป็นต้องเข้ารับการตรวจติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้แน่ใจว่าเนื้องอกไม่มีขนาดใหญ่ขึ้น ในกรณีที่ผู้ป่วยมีภาวะนี้ขนาดใหญ่จนไปกดทับเส้นประสาทตา จะต้องเข้ารับการผ่าตัดเพื่อนำเนื้องอกออก โดยส่วนใหญ่จะทำการผ่าตัดผ่านทางจมูกและไซนัส หากไม่สามารถนำเนื้องอกออกด้วยวิธีนี้ได้ อาจจำเป็นต้องผ่าตัดผ่านกะโหลกศีรษะ วิธีการฉายรังสีใช้เพื่อลดขนาดเนื้องอกในผู้ป่วยที่ไม่สามารถเข้ารับการผ่าตัดได้ หรือในกรณีที่ผ่าตัดไปแล้วแต่เนื้องอกกลับมาเป็นซ้ำอีกครั้ง ภาวะนี้คือการเจริญเติบโตของเซลล์ที่ผิดปกติในต่อมใต้สมอง ซึ่งเป็นต่อมไร้ท่อขนาดเล็กที่อยู่ใต้สมอง มีหน้าที่ควบคุมฮอร์โมนสำคัญหลายชนิด เมื่อมีเนื้องอกเกิดขึ้น อาจส่งผลต่อการทำงานของฮอร์โมนในร่างกายได้ ภาวะนี้สามารถเป็นอันตรายได้ โดยเฉพาะหากเนื้องอกมีขนาดใหญ่และไปกดทับอวัยวะใกล้เคียง เช่น เส้นประสาทตา ทำให้เกิดปัญหาการมองเห็น หรือหากเนื้องอกผลิตฮอร์โมนออกมามากเกินไปหรือน้อยเกินไป ก็จะส่งผลให้เกิดความผิดปกติทางร่างกายและสุขภาพได้ ภาวะนี้สามารถรักษาได้ด้วยหลายวิธี เช่น การผ่าตัด การฉายรังสี หรือการใช้ยา ขึ้นอยู่กับชนิด ขนาด และผลกระทบของเนื้องอกต่อร่างกาย การวินิจฉัยและการรักษาที่ทันท่วงทีจะช่วยเพิ่มโอกาสในการควบคุมโรคและฟื้นฟูสุขภาพของผู้ป่วยให้กลับมาเป็นปกติได้ภาพรวมของเนื้องอกต่อมใต้สมอง

สาเหตุของเนื้องอกต่อมใต้สมอง
อาการของเนื้องอกต่อมใต้สมอง
ความผิดปกติของฮอร์โมน
ความผิดปกติทางสายตา
ภาวะความดันในกะโหลกศีรษะสูงขึ้น
เนื้องอกต่อมใต้สมองติดต่อได้หรือไม่
ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อเนื้องอกต่อมใต้สมอง
การป้องกันเนื้องอกต่อมใต้สมอง

การวินิจฉัยเนื้องอกต่อมใต้สมอง
แนวทางการรักษาเนื้องอกต่อมใต้สมอง
คำถามที่พบบ่อย
เนื้องอกต่อมใต้สมองคืออะไร?
เนื้องอกต่อมใต้สมองอันตรายหรือไม่?
เนื้องอกต่อมใต้สมองรักษาหายได้หรือไม่?
ควรไปพบแพทย์เมื่อใด
ควรไปพบแพทย์หากอาการรุนแรงขึ้น อาการไม่ดีขึ้นหลังดูแลเบื้องต้น มีไข้สูง เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก อ่อนแรงผิดปกติ ขาดน้ำ มีเลือดออก หรือมีอาการที่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ตั้งครรภ์ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวควรขอคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์โดยเร็ว
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
ข้อมูลอ้างอิงหลักจากหน่วยงานและแหล่งความรู้ทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ
