ภาวะเม็ดเลือดแดงแตก: สัญญาณเตือน ภัยที่คุณควรรู้พร้อมวิธีรักษา

ภาพรวมของภาวะเม็ดเลือดแดงแตก

ภาวะภาวะนี้ เป็นภาวะที่เม็ดเลือดแดงในร่างกายถูกทำลายเร็วกว่าอัตราการสร้าง เม็ดเลือดแดงมีหน้าที่สำคัญในการนำออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย เมื่อจำนวนเม็ดเลือดแดงต่ำกว่าปกติ ร่างกายจะเกิดภาวะโลหิตจาง ซึ่งทำให้เลือดไม่สามารถนำส่งออกซิเจนไปยังเนื้อเยื่อและอวัยวะต่างๆ ได้เพียงพอต่อการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

เม็ดเลือดแดงแตก ภาวะโลหิตจาง

ภาวะภาวะนี้อาจเป็นสาเหตุจากพันธุกรรมหรือเกิดขึ้นภายหลังได้

สาเหตุของภาวะเม็ดเลือดแดงแตก

สาเหตุจากพันธุกรรม

ภาวะนี้สามารถถ่ายทอดจากพ่อแม่สู่ลูกได้ หรืออาจเกิดจากการกลายพันธุ์ของยีนในระหว่างที่ทารกกำลังก่อตัวขึ้น แม้ว่าพ่อและแม่จะไม่ได้เป็นพาหะของยีนที่ผิดปกติก็ตาม

มีภาวะภาวะนี้จากพันธุกรรมหลายประเภท ซึ่งมีความรุนแรงแตกต่างกันไป โรคที่พบบ่อยได้แก่ ภาวะเม็ดเลือดแดงทรงกลม, ภาวะเม็ดเลือดแดงรูปไข่ และภาวะพร่องเอนไซม์ G6PD

  • ภาวะเม็ดเลือดแดงทรงกลม (Hereditary Spherocytosis)

เป็นความผิดปกติทางพันธุกรรมที่เกิดจากความบกพร่องของเยื่อหุ้มเม็ดเลือดแดง ทำให้เม็ดเลือดแดงมีรูปร่างกลม ซึ่งแตกต่างจากรูปทรงเว้าสองด้านปกติของเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดแดงทรงกลมเหล่านี้จะเปราะบางกว่า มีขนาดเล็กกว่าปกติ และไม่สามารถเปลี่ยนรูปทรงได้ ทำให้ถูกทำลายและแตกตัวในม้ามเร็วกว่าปกติ ส่งผลให้เกิดภาวะโลหิตจางตามมา

  • ภาวะเม็ดเลือดแดงรูปไข่ (Hereditary Elliptocytosis)

เป็นความผิดปกติทางพันธุกรรมที่พบได้ยาก เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของภาวะเม็ดเลือดแดงทรงกลม ซึ่งพบบ่อยในประชากรแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

  • ภาวะพร่องเอนไซม์ G6PD

เป็นความผิดปกติทางพันธุกรรมที่พบในผู้ที่ร่างกายมีเอนไซม์ G6PD (glucose-6-phosphate dehydrogenase) ไม่เพียงพอ

เอนไซม์ G6PD เป็นหนึ่งในเอนไซม์หลายชนิดที่ช่วยในการเปลี่ยนแปลงทางเคมี โดยเปลี่ยนน้ำตาลให้เป็นพลังงาน เอนไซม์นี้ทำหน้าที่ปกป้องเม็ดเลือดแดง ช่วยให้เซลล์ต่อต้านผลกระทบจากภายนอก เช่น การต้านทานภาวะออกซิเดชัน ภาวะออกซิเดชันสามารถทำลายโครงสร้างสำคัญในเม็ดเลือดแดง เช่น ฮีโมโกลบิน ก่อให้เกิดอุปสรรคในการไหลเวียนและการขนส่งออกซิเจน ซึ่งนำไปสู่การแตกของเม็ดเลือดแดงและภาวะโลหิตจาง

ปัจจัยเสี่ยงที่กระตุ้นให้เกิดการแตกของเม็ดเลือดแดงในผู้ป่วยภาวะพร่องเอนไซม์ G6PD:

  • ยาที่มีฤทธิ์ออกซิเดชันสูง:

ยาต้านมาลาเรีย: primaquine, chloroquine

ยาแก้ปวด: aspirin

ยาซัลโฟนาไมด์: sulfacetamide, sulfamethoxazole, sulfanilamide, sulfamylon

ยาอื่นๆ: methylene blue, nitrofurantoin, …

  • ถั่วปากอ้า

  • การติดเชื้อ

สาเหตุที่เกิดขึ้นภายหลัง

เป็นภาวะที่ร่างกายไม่ได้มีปัญหาภาวะนี้ตั้งแต่แรกเกิด แต่เกิดโรคขึ้นในภายหลังตลอดช่วงชีวิต

มีหลายสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะภาวะนี้ที่เกิดขึ้นภายหลัง บางชนิดอาจทำให้เกิดโลหิตจางในระยะสั้นเท่านั้น แต่บางชนิดอาจนำไปสู่ภาวะเรื้อรังและกลับมาเป็นซ้ำได้

สาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะนี้ที่เกิดขึ้นภายหลัง:

  • การติดเชื้อ ซึ่งอาจเกิดจากไวรัสหรือแบคทีเรีย

  • ยาบางชนิด เช่น เพนิซิลลิน, ยาต้านมาลาเรีย หรืออะเซตามิโนเฟน

  • มะเร็งเม็ดเลือดขาว

  • โรคภูมิต้านตนเอง เช่น โรคลูปัส, โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ หรือโรคลำไส้ใหญ่อักเสบเป็นแผล

  • เนื้องอกบางชนิด

  • ม้ามทำงานเกินปกติ (Hypersplenism)

  • ลิ้นหัวใจเทียมที่อาจทำลายเม็ดเลือดแดงขณะที่เลือดถูกส่งออกจากหัวใจไปยังเนื้อเยื่อและอวัยวะต่างๆ

  • ปฏิกิริยาจากการถ่ายเลือดที่รุนแรง

อาการของภาวะเม็ดเลือดแดงแตก

อาการของภาวะภาวะนี้มีความแตกต่างกันอย่างมากในผู้ป่วยแต่ละราย ซึ่งรวมถึง:

  • ผิวซีด เนื่องจากภาวะโลหิตจางไม่ว่าจะเล็กน้อยหรือรุนแรง

  • ตาเหลือง ตัวเหลือง

  • ปัสสาวะมีสีเข้ม

  • มีไข้

  • อ่อนเพลีย

  • เวียนศีรษะ

  • สับสน

  • ความสามารถในการทำกิจกรรมทางกายลดลง

  • ตับม้ามโต

  • นิ่วในถุงน้ำดี

  • หัวใจเต้นเร็ว

  • มีเสียงฟู่ที่หัวใจผิดปกติ

อาการของภาวะนี้ไม่จำเพาะเจาะจง และอาจสับสนกับโรคอื่นๆ ได้ง่าย ดังนั้น หากมีอาการเหล่านี้ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง

การป้องกันภาวะเม็ดเลือดแดงแตก

สำหรับผู้ที่ป่วยเป็นภาวะภาวะนี้จากพันธุกรรม ควรปฏิบัติตัวดังนี้:

  • รับประทานอาหารที่อุดมด้วยธาตุเหล็ก, โฟเลต, วิตามินบี 12, วิตามินซี

  • เสริมวิตามินรวมหากจำเป็น

  • ป้องกันโรคมาลาเรีย

  • พิจารณาเข้ารับคำปรึกษาทางพันธุกรรม

การวินิจฉัยภาวะเม็ดเลือดแดงแตก

เม็ดเลือดแดงแตก อาการโลหิตจาง

การวินิจฉัยภาวะเม็ดเลือดแดงทรงกลมและรูปไข่

  • ปัจจัยบ่งชี้: มีภาวะภาวะนี้ที่ไม่ทราบสาเหตุ, ม้ามโต, หรือมีประวัติบุคคลในครอบครัวมีอาการคล้ายกัน

  • การตรวจเลือด:

การทดสอบความทนทานของเม็ดเลือดแดง (Osmotic Fragility Test)

การทดสอบการแตกของเม็ดเลือดแดงโดยอัตโนมัติ (Autohemolysis Test) ซึ่งวัดปริมาณการแตกของเม็ดเลือดแดงที่เกิดขึ้นเองหลังจากการบ่มเชื้อปลอดเชื้อเป็นเวลา 48 ชั่วโมง

การทดสอบ Coombs โดยตรง (Direct Antiglobulin Test) เพื่อแยกแยะภาวะเม็ดเลือดแดงทรงกลมที่เกิดจากภาวะภาวะนี้จากภูมิต้านตนเอง

การวินิจฉัยภาวะพร่องเอนไซม์ G6PD

ในกรณีส่วนใหญ่ ภาวะนี้มักจะไม่สามารถวินิจฉัยได้จนกว่าผู้ป่วยจะมีอาการปรากฏ

การวินิจฉัยยืนยันทำได้โดยการตรวจเลือดเพื่อคัดกรองและวัดระดับเอนไซม์ G6PD

ปัจจุบัน การตรวจคัดกรองภาวะนี้ได้ถูกนำมาใช้ในโรงพยาบาลส่วนใหญ่ภายในไม่กี่วันหลังคลอด เพื่อตรวจหาภาวะพร่องเอนไซม์ G6PD ได้อย่างรวดเร็ว และวางแผนการรับประทานอาหารและการใช้ยาที่เหมาะสมเพื่อป้องกันการแตกของเม็ดเลือดแดง

แนวทางการรักษาภาวะเม็ดเลือดแดงแตก

การรักษาภาวะเม็ดเลือดแดงทรงกลมและรูปไข่

  • การฉีดวัคซีนให้ครบถ้วนตามกำหนด

  • การผ่าตัดม้ามอาจพิจารณาในผู้ป่วยที่มีภาวะภาวะนี้อย่างรุนแรง หรือมีภาวะแทรกซ้อนร่วมกับการผ่าตัดถุงน้ำดี หากมีนิ่วในถุงน้ำดีหรือภาวะน้ำดีคั่ง

การรักษาภาวะพร่องเอนไซม์ G6PD

  • การรับประทานอาหารที่เหมาะสม หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดการแตกของเม็ดเลือดแดง

  • แจ้งให้แพทย์ทราบถึงภาวะของตนเอง เพื่อให้แพทย์ไม่สั่งยาที่อาจกระตุ้นให้เกิดการแตกของเม็ดเลือดแดง

คำถามที่พบบ่อย

ภาวะเม็ดเลือดแดงแตกคืออะไร?

ภาวะภาวะนี้เป็นสภาพที่เม็ดเลือดแดงถูกทำลายเร็วกว่าที่ร่างกายจะสร้างขึ้นมาทดแทนได้ ทำให้เกิดภาวะโลหิตจาง เนื่องจากมีออกซิเจนไม่เพียงพอไปเลี้ยงเนื้อเยื่อและอวัยวะต่างๆ อาจเป็นผลมาจากพันธุกรรมหรือเกิดขึ้นภายหลังก็ได้

สาเหตุหลักของภาวะเม็ดเลือดแดงแตกมีอะไรบ้าง?

สาเหตุสามารถแบ่งเป็นสองประเภทหลัก ได้แก่ สาเหตุจากพันธุกรรม เช่น ภาวะเม็ดเลือดแดงทรงกลม, ภาวะเม็ดเลือดแดงรูปไข่ และภาวะพร่องเอนไซม์ G6PD และสาเหตุที่เกิดขึ้นภายหลัง เช่น การติดเชื้อ, ผลข้างเคียงจากยาบางชนิด, มะเร็งเม็ดเลือดขาว, โรคภูมิต้านตนเอง หรือลิ้นหัวใจเทียม

ภาวะเม็ดเลือดแดงแตกมีการรักษาอย่างไร?

แนวทางการรักษาขึ้นอยู่กับสาเหตุและประเภทของภาวะนี้ สำหรับภาวะจากพันธุกรรมอาจรวมถึงการฉีดวัคซีน การผ่าตัดม้าม หรือการจัดการอาหารและยาที่กระตุ้นการแตกของเม็ดเลือดแดงในกรณีภาวะพร่องเอนไซม์ G6PD การปรึกษาแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและวางแผนการรักษาที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญ

ควรไปพบแพทย์เมื่อใด

ควรไปพบแพทย์หากอาการรุนแรงขึ้น อาการไม่ดีขึ้นหลังดูแลเบื้องต้น มีไข้สูง เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก อ่อนแรงผิดปกติ ขาดน้ำ มีเลือดออก หรือมีอาการที่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ตั้งครรภ์ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวควรขอคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์โดยเร็ว

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

ข้อมูลอ้างอิงหลักจากหน่วยงานและแหล่งความรู้ทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ

หมายเหตุด้านสุขภาพบทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลสุขภาพทั่วไป ไม่ใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาจากแพทย์ หากมีอาการรุนแรง อาการฉุกเฉิน หรืออาการไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์โดยตรง
กระบวนการบรรณาธิการเนื้อหาบน Sabaidee Thai จัดทำและตรวจทานตามกระบวนการบรรณาธิการ โดยอ้างอิงแหล่งข้อมูลทางการแพทย์ที่เปิดเผยและน่าเชื่อถือ พร้อมปรับภาษาให้อ่านง่ายสำหรับผู้อ่านชาวไทย
อ่านอย่างปลอดภัยบทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลสุขภาพทั่วไป ไม่ใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาจากแพทย์ หากมีอาการรุนแรง อาการฉุกเฉิน หรืออาการไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์โดยตรง
WHO / CDC / NHS / Mayo Clinicเนื้อหาบน Sabaidee Thai จัดทำและตรวจทานตามกระบวนการบรรณาธิการ โดยอ้างอิงแหล่งข้อมูลทางการแพทย์ที่เปิดเผยและน่าเชื่อถือ พร้อมปรับภาษาให้อ่านง่ายสำหรับผู้อ่านชาวไทย

บทความที่เกี่ยวข้อง