โรคอัณฑะอักเสบ: สาเหตุ อาการ การวินิจฉัย และวิธีรักษาที่ควรรู้

ภาวะอัณฑะอักเสบ คือการอักเสบของหลอดเก็บอสุจิ ซึ่งเป็นท่อขดตัวที่อยู่ด้านหลังอัณฑะ ทำหน้าที่เก็บและส่งผ่านอสุจิ ภาวะนี้สามารถส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยได้ หากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงถึงขั้นมีบุตรยากได้ ทำความเข้าใจเกี่ยวกับสาเหตุ อาการ การวินิจฉัย และแนวทางการดูแลรักษาที่ถูกต้อง เพื่อสุขภาพอัณฑะที่ดีของคุณ

ภาพรวมของภาวะอัณฑะอักเสบ

หลอดเก็บอสุจิเป็นท่อขนาดเล็กที่ขดตัวเป็นรูปตัว C วางอยู่เหนืออัณฑะ มีลักษณะคล้ายหงอนไก่ จึงถูกเรียกว่า “หลอดเก็บอสุจิ” หรือ “epididymis” หลอดเก็บอสุจิประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ได้แก่

อัณฑะอักเสบ อาการปวดอัณฑะ
  • ส่วนหัว: มีลักษณะโป่งพองอยู่ด้านบนและเชื่อมต่อกับอัณฑะด้วยท่อส่งอสุจิ

  • ส่วนลำตัวและส่วนหาง: มีขนาดเล็กลงเมื่อเทียบกับส่วนหัว

ภายในส่วนหัวของหลอดเก็บอสุจิประกอบด้วยท่อส่งอสุจิที่ขดตัวรวมกันเป็น lobules เมื่อท่อเหล่านี้สิ้นสุดลงที่ส่วนหัวของหลอดเก็บอสุจิ พวกมันจะรวมกันเป็นท่อเดี่ยวที่เรียกว่า “ท่อหลอดเก็บอสุจิ” ซึ่งหากคลี่ออกจะมีความยาวประมาณ 4 – 6 เมตร

ท่อหลอดเก็บอสุจิถูกห่อหุ้มด้วยเซลล์กล้ามเนื้อเรียบ การหดตัวของเซลล์กล้ามเนื้อเรียบเหล่านี้มีหน้าที่ผลักอสุจิออกจากท่อหลอดเก็บอสุจิทุกครั้งที่มีการหลั่ง หลังจากการผลิตอสุจิในอัณฑะ อสุจิจะเคลื่อนไปยังหลอดเก็บอสุจิเพื่อพัฒนาให้สมบูรณ์ หลอดเก็บอสุจิเป็นทั้งที่เก็บและที่ทำให้อสุจิเจริญเติบโต ก่อนที่อสุจิจะเดินทางไปยังท่ออสุจิเพื่อการหลั่งออกไปภายนอก

ภาวะอักเสบที่เกิดขึ้นเฉพาะที่ในหลอดเก็บอสุจิ ซึ่งอาจเกิดจากการติดเชื้อหรือไม่ติดเชื้อก็ได้ ภาวะนี้สามารถแบ่งออกเป็นชนิดเฉียบพลันหรือเรื้อรัง โดยพิจารณาจากระยะเวลาที่เกิดอาการ

  • ภาวะอักเสบเฉียบพลันของหลอดเก็บอสุจิ (มีอาการไม่เกิน 6 สัปดาห์) มักเริ่มจากส่วนหางของหลอดเก็บอสุจิ จากนั้นอาจลุกลามไปยังหลอดเก็บอสุจิทั้งหมด หากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องและทันท่วงที ภาวะนี้อาจพัฒนาไปสู่การอักเสบของอัณฑะ การอักเสบของท่ออสุจิ หรือกลายเป็นภาวะเรื้อรังได้ และยังอาจส่งผลกระทบต่อการผลิตอสุจิของอัณฑะ และการอุดตันของท่อส่งอสุจิ ซึ่งนำไปสู่การมีบุตรยาก

  • ภาวะอักเสบเรื้อรังของหลอดเก็บอสุจิ อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อน เช่น ฝีในถุงอัณฑะ และการมีบุตรยากในเพศชาย

สาเหตุโรคอัณฑะอักเสบและปัจจัยกระตุ้น

สาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะอักเสบของหลอดเก็บอสุจิมีหลายประการ ได้แก่

  • การติดเชื้อย้อนกลับจากทางเดินปัสสาวะ

  • การติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์

  • การบาดเจ็บ

  • ภาวะอัณฑะและหลอดเก็บอสุจิอักเสบร่วมกัน (Epididymo-orchitis)

  • การใช้ยา Amiodarone เพื่อรักษาโรคหัวใจและหลอดเลือด

  • ภาวะอักเสบของหลอดเก็บอสุจิจากสารเคมี: เกิดจากการที่ปัสสาวะไหลย้อนกลับเข้าไปในหลอดเก็บอสุจิ ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้จากการยกของหนักหรือความเครียด

จุลชีพหลายชนิดสามารถเป็นสาเหตุของภาวะอักเสบของหลอดเก็บอสุจิ ได้แก่

  • แบคทีเรียทั่วไป: เช่น Escherichia coli (E. coli)

  • เชื้อชนิดอื่น ๆ: เช่น เชื้อวัณโรค, พยาธิfilariasis, พยาธิใบไม้, Gonococcus, Chlamydia trachomatis, Neisseria gonorrhoeae

  • ไวรัสและเชื้อรา: พบได้ไม่บ่อยนัก

สัญญาณและอาการปวดอัณฑะที่ควรสังเกต

อาการปวดและการบวมเป็นสัญญาณที่พบได้บ่อยที่สุด

อาการของภาวะนี้จะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับสาเหตุ โดยอาจมีดังต่อไปนี้:

  • ถุงอัณฑะบวมแดง หรือรู้สึกอุ่น

  • อัณฑะมักปวดเพียงข้างเดียว โดยอาการปวดอาจรุนแรงขึ้นขณะปัสสาวะ

  • ปัสสาวะเจ็บหรือปัสสาวะบ่อย

  • ปวดขณะมีเพศสัมพันธ์หรือหลั่งอสุจิ

  • มีอาการหนาวสั่นและไข้สูง 39 – 40 องศาเซลเซียส

  • ต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบบวม (inguinal lymph nodes)

  • ปวดหรือรู้สึกไม่สบายบริเวณท้องน้อยหรืออุ้งเชิงกราน

  • มีหนองหรือของเหลวไหลออกจากอวัยวะเพศชาย

  • มีเลือดปนในน้ำอสุจิ

  • มีก้อนเนื้อบนอัณฑะ

ช่องทางการติดต่อและปัจจัยเสี่ยงของอัณฑะอักเสบ

การอักเสบของหลอดเก็บอสุจิสามารถเกิดจากการติดเชื้อย้อนกลับจากทางเดินปัสสาวะ หรือการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์

กลุ่มเสี่ยงที่อาจเป็นภาวะอัณฑะอักเสบ

ผู้ชายทุกวัยสามารถเป็นภาวะนี้ได้ แต่พบบ่อยที่สุดในช่วงอายุ 20 ถึง 39 ปี ส่วนในวัยกลางคนและผู้สูงอายุพบได้น้อยมาก

ปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการอักเสบของหลอดเก็บอสุจิที่เกิดจากการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ ได้แก่:

  • พฤติกรรมทางเพศที่มีความเสี่ยงสูง: มีคู่นอนหลายคน, มีเพศสัมพันธ์กับผู้ป่วยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์, มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย

  • เคยมีประวัติเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มาก่อน

ปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการอักเสบของหลอดเก็บอสุจิที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ ได้แก่:

  • การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะเรื้อรัง

  • การติดเชื้อหรือต่อมลูกหมากโต

  • ความผิดปกติของทางเดินปัสสาวะ

  • ยังไม่ได้ขริบปลายอวัยวะเพศชาย

  • การทำหัตถการที่ส่งผลกระทบต่อทางเดินปัสสาวะ เช่น การใส่สายสวนปัสสาวะ

การป้องกันและการดูแลตนเองจากอัณฑะอักเสบ

การป้องกันภาวะอักเสบของหลอดเก็บอสุจิ:

อัณฑะอักเสบ สาเหตุโรคอัณฑะ
  • มีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย มีคู่นอนคนเดียว และใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์

  • ตรวจสุขภาพเป็นประจำและตรวจอัลตราซาวนด์เพื่อตรวจหาความผิดปกติและรักษาอย่างทันท่วงที

  • รักษาคู่นอนหากพบว่าสาเหตุของการอักเสบของหลอดเก็บอสุจิเกิดจากการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์

การป้องกันภาวะแทรกซ้อนของโรคนี้:

  • พักผ่อนบนเตียง

  • ยกถุงอัณฑะให้สูงขึ้น

  • ประคบเย็นที่ถุงอัณฑะเพื่อลดอาการปวด

  • สวมใส่เครื่องพยุงอัณฑะ (กางเกงในแบบกระชับ)

  • หลีกเลี่ยงการยกของหนัก

  • หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์จนกว่าการติดเชื้อจะหายขาด

การวินิจฉัยและการรักษาอัณฑะอักเสบ

การวินิจฉัยจะเริ่มจากการตรวจร่างกายบริเวณต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบและอัณฑะทั้งสองข้าง รวมถึงการตรวจทวารหนักและต่อมลูกหมาก นอกจากการตรวจทางคลินิกแล้ว อาจมีการดำเนินการทดสอบวินิจฉัยเพิ่มเติมดังนี้:

  • การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC)

  • การตรวจปัสสาวะเพื่อหาการติดเชื้อ

  • การตรวจสารคัดหลั่งจากท่อปัสสาวะและการย้อมสีแกรมเพื่อตรวจหาเชื้อก่อโรคทางเพศสัมพันธ์ และการทดสอบความไวของยาปฏิชีวนะเพื่อเลือกยาที่เหมาะสม

  • การอัลตราซาวนด์แบบ Doppler เพื่อแยกแยะภาวะอัณฑะบิด หรือเนื้องอกในอัณฑะ

  • การสแกนอัณฑะ

การรักษาภาวะอักเสบของหลอดเก็บอสุจิทั้งแบบเฉียบพลันและเรื้อรังมักทำได้ด้วยยา โดยส่วนใหญ่แล้วอาการจะดีขึ้นภายใน 3 เดือน

  • กรณีที่ภาวะนี้เกิดจากการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์หรือการติดเชื้อแบคทีเรียอื่น ๆ จะได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะชนิดฉีดหรือชนิดรับประทานตามคำสั่งของแพทย์

ข้อควรทราบในการรักษาด้วยยา: ปฏิบัติตามแผนการรักษาของแพทย์อย่างเคร่งครัด ใช้ยาปฏิชีวนะให้ถูกต้อง ครบโดส ตรงเวลา และครบกำหนดระยะเวลาที่แพทย์สั่ง ไม่ควรหยุดยาแม้ว่าอาการจะดีขึ้นแล้ว เพื่อให้การรักษามีประสิทธิภาพสูงสุดและป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ โดยปกติอาการจะดีขึ้นภายในไม่กี่วันหลังการรักษา หากอาการยังไม่ทุเลาลง ควรกลับไปพบแพทย์เพื่อพิจารณาเปลี่ยนยาปฏิชีวนะชนิดอื่น และไปพบแพทย์ตามนัดหมาย

  • การรักษาแบบประคับประคองรวมถึงการพักผ่อนบนเตียง หลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหว และใช้ยาแก้ปวด

  • การรักษาคู่นอนหากระบุได้ว่าสาเหตุของโรคเป็นการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์

  • การผ่าตัดเพื่อระบายหนองในกรณีที่มีภาวะแทรกซ้อนเป็นฝีในถุงอัณฑะ

คำถามที่พบบ่อย

คำถาม: ภาวะอัณฑะอักเสบจะหายขาดได้ไหม?

คำตอบ: ภาวะอักเสบของหลอดเก็บอสุจิส่วนใหญ่สามารถรักษาให้หายได้ด้วยยาปฏิชีวนะและมาตรการดูแลตนเองอย่างเหมาะสม โดยทั่วไปอาการจะดีขึ้นภายในไม่กี่วันถึงไม่กี่สัปดาห์ อย่างไรก็ตาม หากเป็นภาวะเรื้อรังหรือเกิดภาวะแทรกซ้อน อาจต้องใช้เวลารักษานานขึ้นหรืออาจจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัด

คำถาม: ควรไปพบแพทย์เมื่อใดสำหรับอัณฑะอักเสบ?

คำตอบ: คุณควรไปพบแพทย์ทันทีหากมีอาการปวดถุงอัณฑะเฉียบพลัน บวมแดง มีไข้สูง หรือมีหนองไหลออกจากอวัยวะเพศ เพราะอาการเหล่านี้อาจบ่งชี้ถึงภาวะร้ายแรงที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน เช่น ภาวะอัณฑะบิด ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์

คำถาม: มีข้อควรระวังในการดูแลตัวเองอย่างไรบ้าง?

คำตอบ: ในระหว่างการรักษา ควรพักผ่อนให้เพียงพอ ยกถุงอัณฑะให้สูงขึ้น ประคบเย็นเพื่อลดอาการบวมและปวด สวมใส่เครื่องพยุงอัณฑะ หลีกเลี่ยงการยกของหนัก และงดการมีเพศสัมพันธ์จนกว่าจะหายขาดจากอาการติดเชื้อ การปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

อ่านต่อเกี่ยวกับหัวข้อนี้

ควรไปพบแพทย์เมื่อใด

ควรไปพบแพทย์หากอาการรุนแรงขึ้น อาการไม่ดีขึ้นหลังดูแลเบื้องต้น มีไข้สูง เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก อ่อนแรงผิดปกติ ขาดน้ำ มีเลือดออก หรือมีอาการที่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ตั้งครรภ์ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวควรขอคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์โดยเร็ว

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

ข้อมูลอ้างอิงหลักจากหน่วยงานและแหล่งความรู้ทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ

หมายเหตุด้านสุขภาพบทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลสุขภาพทั่วไป ไม่ใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาจากแพทย์ หากมีอาการรุนแรง อาการฉุกเฉิน หรืออาการไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์โดยตรง
กระบวนการบรรณาธิการเนื้อหาบน Sabaidee Thai จัดทำและตรวจทานตามกระบวนการบรรณาธิการ โดยอ้างอิงแหล่งข้อมูลทางการแพทย์ที่เปิดเผยและน่าเชื่อถือ พร้อมปรับภาษาให้อ่านง่ายสำหรับผู้อ่านชาวไทย
อ่านอย่างปลอดภัยบทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลสุขภาพทั่วไป ไม่ใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาจากแพทย์ หากมีอาการรุนแรง อาการฉุกเฉิน หรืออาการไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์โดยตรง
WHO / CDC / NHS / Mayo Clinicเนื้อหาบน Sabaidee Thai จัดทำและตรวจทานตามกระบวนการบรรณาธิการ โดยอ้างอิงแหล่งข้อมูลทางการแพทย์ที่เปิดเผยและน่าเชื่อถือ พร้อมปรับภาษาให้อ่านง่ายสำหรับผู้อ่านชาวไทย

บทความที่เกี่ยวข้อง