ผื่นผิวหนัง 11 สาเหตุ: รู้ทันอาการที่พบบ่อย

ผื่นผิวหนัง หรือที่รู้จักกันในชื่อ ลมพิษ เป็นอาการทางผิวหนังที่พบได้บ่อยและสร้างความรำคาญอย่างมาก แม้ส่วนใหญ่จะไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต แต่ก็ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตประจำวันของผู้ป่วยได้เป็นอย่างมาก อาการเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้ทุกส่วนของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นใบหน้า ริมฝีปาก ลิ้น ลำคอ หรือหู ซึ่งมักมีลักษณะเป็นผื่นนูนแดงหรือเป็นปื้นบวม

อาการภาวะนี้มักทำให้เกิดอาการคัน แต่ก็อาจมีอาการแสบร้อนหรือรู้สึกเหมือนถูกเข็มทิ่มได้ ผื่นเหล่านี้มีขนาดแตกต่างกันไป ตั้งแต่เล็กเท่าปลายดินสอไปจนถึงขนาดใหญ่เท่าจาน และอาจรวมตัวกันเป็นปื้นขนาดใหญ่ได้ อาการมักคงอยู่หลายชั่วโมง หรือนานถึงหนึ่งวันก่อนที่จะค่อยๆ จางหายไป

ทำความเข้าใจ ผื่นผิวหนัง (ลมพิษ) และภาวะหลอดเลือดบวม

ภาวะนี้ เป็นปฏิกิริยาของร่างกายต่อสารก่อภูมิแพ้บางชนิด หรืออาจเกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ ลักษณะของผื่นคือมีอาการบวมแดง นูน หรือเป็นปื้นบนผิวหนัง

ผื่นผิวหนัง inline-2
ภาพ: Towfiqu barbhuiya / Pexels

ภาวะหลอดเลือดบวม (Angioedema) มีลักษณะคล้ายกับลมพิษ แต่เป็นการบวมที่เกิดขึ้นใต้ชั้นผิวหนังแทนที่จะอยู่บนพื้นผิว ภาวะนี้มักแสดงออกด้วยอาการบวมลึกบริเวณรอบดวงตา ริมฝีปาก และบางครั้งอาจเกิดที่อวัยวะเพศ มือ หรือเท้า การบวมของภาวะหลอดเลือดบวมจะคงอยู่นานกว่าลมพิษเล็กน้อย แต่อาการบวมมักจะหายไปภายในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง ภาวะหลอดเลือดบวมที่ลำคอ ลิ้น หรือปอดพบได้น้อยมาก แต่หากเกิดขึ้นอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ เพราะอาจปิดกั้นทางเดินหายใจ ทำให้หายใจลำบาก

ประเภทของผื่นผิวหนัง

  • ภาวะนี้เฉียบพลัน: มักมีอาการอยู่ น้อยกว่า 6 สัปดาห์ สาเหตุของผื่นประเภทนี้มักเกิดจากอาหาร ยา หรือการติดเชื้อบางชนิด รวมถึงแมลงกัดต่อย อาหารทั่วไปที่มักก่อให้เกิดผื่นได้แก่ ถั่ว ช็อกโกแลต ปลา มะเขือเทศ ไข่ ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ และนม โดยอาหารสดมักก่อให้เกิดผื่นได้ง่ายกว่าอาหารที่ผ่านการปรุงสุก นอกจากนี้ สารปรุงแต่งอาหารและสารกันเสียบางชนิดก็อาจเป็นสาเหตุได้เช่นกัน

    ยาที่อาจก่อให้เกิดผื่นและภาวะหลอดเลือดบวมได้แก่ แอสไพริน และยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) อื่นๆ เช่น ไอบูโปรเฟน ยาลดความดันโลหิตสูง (กลุ่ม ACE inhibitors) หรือยาแก้ปวด เช่น โคเดอีน

  • ภาวะนี้เรื้อรังและภาวะหลอดเลือดบวม: มีอาการอยู่ มากกว่า 6 สัปดาห์ สาเหตุของผื่นประเภทนี้มักระบุได้ยากกว่าผื่นเฉียบพลัน สำหรับผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่มีผื่นเรื้อรัง มักไม่สามารถระบุสาเหตุที่ชัดเจนได้ อย่างไรก็ตาม ในบางกรณีอาจเกิดจากโรคไทรอยด์ ตับอักเสบ การติดเชื้อ หรือมะเร็ง

    ลมพิษเรื้อรังและภาวะหลอดเลือดบวมอาจส่งผลกระทบต่ออวัยวะภายในอื่นๆ เช่น ปอด กล้ามเนื้อ และระบบทางเดินอาหาร อาการที่พบได้แก่ ปวดกล้ามเนื้อ หายใจลำบาก อาเจียน และท้องเสีย

  • ภาวะนี้ที่เกิดจากการกระตุ้นทางกายภาพ: เกิดจากการสัมผัสโดยตรงกับสิ่งกระตุ้นทางกายภาพบนผิวหนัง เช่น ความเย็น ความร้อน การสัมผัสแสงแดด แรงกด เหงื่อออก และการออกกำลังกาย ผื่นมักเกิดขึ้นบริเวณที่ผิวหนังสัมผัสกับสิ่งกระตุ้นโดยตรง และไม่ค่อยปรากฏที่ส่วนอื่นของร่างกาย ส่วนใหญ่อาการจะเกิดขึ้น ภายในหนึ่งชั่วโมง หลังการสัมผัส

  • เดอร์มาโตกราฟิซึม (Dermatographism): เป็นภาวะนี้ที่เกิดจากการกระตุ้นทางกายภาพที่พบบ่อย โดยจะปรากฏขึ้นหลังการเกาผิวหนัง ผื่นเหล่านี้อาจเกิดขึ้นร่วมกับลมพิษประเภทอื่นได้

สาเหตุทั่วไปของ ผื่นผิวหนัง

ผื่นแพ้และภาวะหลอดเลือดบวมเกิดขึ้นเมื่อมีปฏิสัมพันธ์กับฮิสตามีน ซึ่งเป็นสารเคมีที่ถูกปล่อยออกมาจากเซลล์เฉพาะที่อยู่ตามหลอดเลือดในผิวหนัง ทำให้พลาสมาซึมออกจากหลอดเลือดฝอยเล็กๆ ในผิวหนัง

ปฏิกิริยาการแพ้ สารเคมีในอาหารบางชนิด แมลงสัตว์กัดต่อย การสัมผัสแสงแดด หรือยา ล้วนสามารถกระตุ้นให้เกิดการหลั่งฮิสตามีนได้ อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญยังไม่สามารถระบุสาเหตุที่แน่ชัดว่าทำไมภาวะนี้จึงเกิดขึ้นในบางกรณี

สาเหตุทั่วไปที่ทำให้เกิดภาวะนี้ ได้แก่:

  • ผลิตภัณฑ์กันแดดและการระคายเคืองผิว: ผลิตภัณฑ์กันแดดมีบทบาทในการปกป้องและบำรุงผิว แต่ส่วนผสมบางอย่างอาจทำร้ายผิวได้ โดยเฉพาะผู้ที่มีผิวแพ้ง่าย ควรเลือกผลิตภัณฑ์กันแดดที่ไม่มีกรดพารา-อะมิโนเบนโซอิก (PABA) ซึ่งเป็นส่วนผสมที่อาจก่อให้เกิด การระคายเคืองผิว สำหรับเด็ก อายุ 6 เดือนขึ้นไป ควรทาครีมกันแดดแบบ broad-spectrum (ป้องกันทั้งรังสี UVA และ UVB) ที่มี ค่า SPF 30 หรือสูงกว่า การใช้ครีมกันแดดที่มี ซิงก์ออกไซด์ เป็นทางเลือกที่ดี สำหรับทารก อายุต่ำกว่า 6 เดือน ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ครีมกันแดด

  • สบู่ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย: โดยทฤษฎีแล้วสบู่ฆ่าเชื้อแบคทีเรียมีความปลอดภัยและช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้ แต่สำหรับเด็กที่มีผิวแพ้ง่าย ส่วนผสมอย่าง ไตรโคลซาน อาจก่อให้เกิดภาวะนี้ได้

  • โลชั่นกับปัญหาผิวหนังอักเสบจากภูมิแพ้ (Eczema): โลชั่นมีบทบาทในการให้ความชุ่มชื้นและทำให้ผิวของทารกนุ่มนวลอยู่เสมอ แต่โลชั่นที่มีส่วนผสมของน้ำหอมอาจก่อให้เกิด การระคายเคืองผิว โดยเฉพาะในเด็กที่มีภาวะ ผิวหนังอักเสบจากภูมิแพ้ อยู่แล้ว เพื่อลดปัญหานี้ ควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการเลือกใช้โลชั่นสำหรับเด็ก สำหรับทารกที่มีผิวแห้ง ควรหลีกเลี่ยงการขัดถูผิวแรงๆ ขณะอาบน้ำ

  • ผ้าเช็ดทำความสะอาดผิว (Baby Wipes): ผ้าเช็ดทำความสะอาดสำหรับเด็กบางชนิดอาจมีส่วนผสมของแอลกอฮอล์และน้ำหอม ซึ่งก่อให้เกิด การระคายเคืองผิว ผ้าเช็ดบางชนิดยังมีสารกันเสียที่อาจกระตุ้นให้เกิดโรคผิวหนังอักเสบจากการสัมผัส (allergic contact dermatitis) หรือผื่นลมพิษเมื่อสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ ควรพิจารณาใช้ผ้าชุบน้ำสะอาดแทน

  • ผงซักฟอก: สารเคมีในผงซักฟอกบางชนิดอาจกระตุ้นให้เกิดโรคผิวหนังอักเสบจากการสัมผัส (irritant contact dermatitis) ซึ่งเป็นผื่นที่เกิดจากการสัมผัสกับสิ่งที่ก่อให้เกิด การระคายเคืองผิว อาการนี้พบได้บ่อยในเด็กที่มีภาวะผิวหนังอักเสบจากภูมิแพ้ เพื่อช่วยป้องกันผื่นที่เกิดจากผงซักฟอก ควรใช้ผงซักฟอกสูตรอ่อนโยนที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอมและสี นอกจากนี้ ควรซักเสื้อผ้า ผ้าปูที่นอน และผ้าเช็ดตัวของเด็กเล็ก อย่างน้อยสองครั้ง เพื่อล้างสารเคมีจากผงซักฟอกออกให้หมด

  • แชมพูและครีมนวดผม: น้ำหอมและสารเคมีบางชนิดในแชมพูและครีมนวดผมอาจทำให้เกิดปฏิกิริยาบนหนังศีรษะได้ งานวิจัยหลายชิ้นระบุว่าแชมพูและครีมนวดผมบางชนิดมีส่วนผสม เช่น พทาเลท (phthalates) ฟอร์มาลดีไฮด์ (formaldehyde) และ 1,4 ไดออกเซน (1,4 dioxane) ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ เพื่อความปลอดภัย ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติและมีส่วนผสมของน้ำหอมและสารเคมีน้อยที่สุด

  • น้ำยาปรับผ้านุ่ม: ผลิตภัณฑ์ปรับผ้านุ่มมีส่วนผสมของสารเคมีและน้ำหอม เช่น ลิโมนีน (limonene) และ เบนซิล อะซิเตท (benzyl acetate) ซึ่งอาจก่อให้เกิด การระคายเคืองผิว ดวงตา จมูก และลำคอ ลองใช้เบกกิ้งโซดา ครึ่งถ้วย หรือน้ำส้มสายชู ครึ่งถ้วย ในขั้นตอนการล้างผ้าของเครื่องซักผ้าแทน เพื่อช่วยให้เสื้อผ้านุ่มขึ้น

  • น้ำยาทำความสะอาดในครัวเรือน: สารกลุ่ม อัลคิลฟีนอล เอทอกซิเลท (alkylphenol ethoxylates – APEs) ที่พบในน้ำยาทำความสะอาดและน้ำยาฆ่าเชื้อบางชนิดอาจทำให้เกิดปัญหาฮอร์โมนได้ ส่วนแอมโมเนียอาจก่อให้เกิดการระคายเคืองปอด ผิวหนังไหม้ และเป็นพิษหากกลืนกิน

  • สารกันเสียในสบู่: สบู่บางชนิด แม้กระทั่งผลิตภัณฑ์ที่ระบุว่าเป็นสำหรับทารก ก็อาจมีส่วนผสมของ ฟอร์มาลดีไฮด์ ซึ่งเป็นสารกันเสียที่อาจก่อให้เกิด การระคายเคืองผิว ดวงตา และปอด นอกจากนี้ สบู่อาจกระตุ้นให้เกิดภาวะ ผิวหนังอักเสบจากภูมิแพ้ ซึ่งเป็นโรคผิวหนังอักเสบที่พบได้บ่อยที่สุดในทารกและเด็กเล็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเด็กมีประวัติแพ้หรือเป็นหอบหืดมาก่อน

ส่วนใหญ่แล้ว ภาวะนี้จะหายไปเองภายในระยะเวลาอันสั้น ในระหว่างที่รอให้ผื่นหายไป คุณสามารถลองใช้วิธีบรรเทาอาการที่เป็นประโยชน์ดังนี้:

  • ประคบเย็น หรือใช้ผ้าชุบน้ำเย็นประคบบริเวณที่ได้รับผลกระทบ
  • พยายามทำงานและนอนหลับในห้องที่เย็นสบาย
  • สวมเสื้อผ้าที่เบาสบายและหลวม

หากภาวะนี้หรือภาวะหลอดเลือดบวมเกิดขึ้นร่วมกับอาการใดๆ ต่อไปนี้ ควรติดต่อแพทย์ทันที: วิงเวียนศีรษะ; หายใจมีเสียงหวีด; หายใจลำบาก; แน่นหน้าอก; ลิ้น ริมฝีปาก หรือใบหน้าบวม

คำถามที่พบบ่อย

คำถาม: ผื่นผิวหนัง หรือลมพิษ จะหายไปเองหรือไม่ และใช้เวลานานเท่าไหร่?

คำตอบ: ภาวะนี้ส่วนใหญ่มักจะหายไปเองภายในระยะเวลาอันสั้น สำหรับผื่นเฉียบพลันจะคงอยู่น้อยกว่า 6 สัปดาห์ โดยอาการมักจะจางหายไปภายในไม่กี่ชั่วโมงถึงหนึ่งวัน แต่หากเป็นผื่นเรื้อรัง อาจคงอยู่นานกว่า 6 สัปดาห์และมักระบุสาเหตุได้ยาก

คำถาม: มีวิธีป้องกันผื่นผิวหนัง หรือลมพิษ ได้อย่างไรบ้าง?

คำตอบ: การป้องกันภาวะนี้ทำได้โดยการหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้หรือสิ่งกระตุ้นที่ทราบ เช่น อาหารบางชนิด ยา สารเคมีในผลิตภัณฑ์ดูแลผิวและทำความสะอาด นอกจากนี้ ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยนต่อผิว ปราศจากน้ำหอมและสารเคมีที่รุนแรง

คำถาม: เมื่อใดที่ควรไปพบแพทย์สำหรับอาการผื่นผิวหนัง?

คำตอบ: คุณควรไปพบแพทย์ทันทีหากภาวะนี้หรือภาวะหลอดเลือดบวมเกิดขึ้นร่วมกับอาการรุนแรงอื่นๆ เช่น วิงเวียนศีรษะ หายใจลำบาก หายใจมีเสียงหวีด แน่นหน้าอก หรือมีอาการบวมที่ลิ้น ริมฝีปาก หรือใบหน้า เนื่องจากอาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของปฏิกิริยาแพ้รุนแรงที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

ควรไปพบแพทย์เมื่อใด

ควรไปพบแพทย์หากอาการรุนแรงขึ้น อาการไม่ดีขึ้นหลังดูแลเบื้องต้น มีไข้สูง เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก อ่อนแรงผิดปกติ ขาดน้ำ มีเลือดออก หรือมีอาการที่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ตั้งครรภ์ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวควรขอคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์โดยเร็ว

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

ข้อมูลอ้างอิงหลักจากหน่วยงานและแหล่งความรู้ทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ

หมายเหตุด้านสุขภาพบทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลสุขภาพทั่วไป ไม่ใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาจากแพทย์ หากมีอาการรุนแรง อาการฉุกเฉิน หรืออาการไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์โดยตรง
กระบวนการบรรณาธิการเนื้อหาบน Sabaidee Thai จัดทำและตรวจทานตามกระบวนการบรรณาธิการ โดยอ้างอิงแหล่งข้อมูลทางการแพทย์ที่เปิดเผยและน่าเชื่อถือ พร้อมปรับภาษาให้อ่านง่ายสำหรับผู้อ่านชาวไทย
อ่านอย่างปลอดภัยบทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลสุขภาพทั่วไป ไม่ใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาจากแพทย์ หากมีอาการรุนแรง อาการฉุกเฉิน หรืออาการไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์โดยตรง
WHO / CDC / NHS / Mayo Clinicเนื้อหาบน Sabaidee Thai จัดทำและตรวจทานตามกระบวนการบรรณาธิการ โดยอ้างอิงแหล่งข้อมูลทางการแพทย์ที่เปิดเผยและน่าเชื่อถือ พร้อมปรับภาษาให้อ่านง่ายสำหรับผู้อ่านชาวไทย

บทความที่เกี่ยวข้อง