อาการปวดคอ: สัญญาณอันตรายจากกระดูกคอเสื่อม 5 แบบ

ภาวะภาวะนี้ หรือที่รู้จักกันในชื่อภาวะข้อภาวะนี้ เป็นการเปลี่ยนแปลงของกระดูกสันหลังส่วนคอที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ซึ่งสามารถส่งผลกระทบต่อกระดูกอ่อน หมอนรองกระดูก เส้นเอ็น และกระดูกในบริเวณคอ ภาวะนี้มักทำให้เกิดอาการปวดคอ โดยเฉพาะเมื่อมีการเคลื่อนไหวคอ และยังทำให้เกิดอาการคอแข็ง ตลอดจนอาการอื่น ๆ อีกหลายประการ ภาวะนี้พบได้บ่อยในผู้ใหญ่ โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป และพบถึง 90% ในผู้ป่วยที่มีอายุมากกว่า 60 ปี การดูแลและรักษาที่เหมาะสมจึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อบรรเทาอาการและป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นในระยะยาว.

ภาพรวมของกระดูกคอเสื่อมและอันตรายที่อาจเกิดขึ้น

ภาวะนี้เป็นกระบวนการเสื่อมสภาพตามธรรมชาติของกระดูกสันหลังส่วนคอ ซึ่งส่งผลต่อกระดูกอ่อน หมอนรองกระดูก เส้นเอ็น และกระดูกในบริเวณดังกล่าว ภาวะนี้มักนำไปสู่อาการปวดคอ โดยเฉพาะเมื่อมีการขยับคอ ทำให้เกิดอาการคอแข็ง และอาจมีอาการอื่น ๆ ตามมา ภาวะนี้จัดเป็นภาวะเรื้อรังที่พบได้บ่อยและสามารถเกิดขึ้นได้ตั้งแต่อายุ 30 ปี

กระดูกคอเสื่อม inline-1
ภาพ: Tima Miroshnichenko / Pexels

ผู้ป่วยที่มีอายุมากกว่า 60 ปี พบภาวะภาวะนี้ได้มากถึง 90% โดยอาการจะค่อยๆ พัฒนาไปอย่างช้าๆ และสามารถเกิดขึ้นได้ที่กระดูกสันหลังส่วนคอช่วงใดก็ได้ อย่างไรก็ตาม กระดูกสันหลังส่วนคอที่ตำแหน่ง C5, C6 และ C7 เป็นตำแหน่งที่พบภาวะนี้ได้บ่อยที่สุด

ภาวะนี้เป็นสิ่งที่พบได้บ่อยในปัจจุบัน ไม่เพียงแต่ในผู้สูงอายุเท่านั้น แต่ยังรวมถึงคนหนุ่มสาว โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานออฟฟิศ มีกิจกรรมทางกายน้อย หรือต้องก้มคอเป็นเวลานาน ก็มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคนี้ได้ ผู้ที่ต้องเคลื่อนไหวศีรษะและคอบ่อยๆ ก็มีความเสี่ยงสูงเช่นกัน ภาวะนี้ทำให้เกิดความลำบากในการดำเนินชีวิตประจำวันและการทำงานอย่างมาก โดยพบอัตราการเกิดในเพศชายและหญิงใกล้เคียงกัน

สาเหตุของกระดูกคอเสื่อม

ภาวะกระดูกสันหลังส่วนคอเสื่อมเกิดจากสาเหตุหลายประการ ดังต่อไปนี้:

ท่าทางที่ไม่ถูกต้อง

การอยู่ในท่าทางที่ไม่ถูกต้องเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่นำไปสู่ภาวะกระดูกสันหลังส่วนคอเสื่อม การทำงานในท่าเดิมเป็นเวลานานโดยไม่มีการเคลื่อนไหวร่างกายเป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดภาวะนี้

งานที่ต้องก้มเงยศีรษะบ่อยๆ ยกของหนักบนศีรษะ หรือนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์นานเกินไป ก็สามารถนำไปสู่ภาวะกระดูกสันหลังส่วนคอเสื่อม การสะสมของหินปูนในกระดูกสันหลัง หรือกระดูกงอกที่คอได้

โภชนาการ

ภาวะกระดูกสันหลังส่วนคอเสื่อมยังสามารถเกิดจากโภชนาการที่ไม่เพียงพอ เช่น การรับประทานอาหารที่ไม่ครบถ้วน ทำให้ร่างกายขาดแคลเซียม แมกนีเซียม และวิตามินที่จำเป็นต่อสุขภาพกระดูก

โรคประจำตัว

โรคบางชนิดอาจเป็นสาเหตุของภาวะกระดูกสันหลังส่วนคอเสื่อมได้ ดังนี้:

  • ภาวะหมอนรองกระดูกสันหลังขาดน้ำ: หมอนรองกระดูกทำหน้าที่เป็นเบาะรองรับแรงกระแทกระหว่างกระดูกสันหลัง เมื่ออายุเข้าสู่ 40 ปี หมอนรองกระดูกส่วนใหญ่จะเริ่มแห้งและหดตัว ทำให้กระดูกสันหลังเสียดสีกันมากขึ้นและเคลื่อนไหวได้ยากขึ้น
  • ภาวะหมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาท: หมอนรองกระดูกมีรอยฉีกขาดหรือรอยร้าว ทำให้เกิดการเคลื่อนตัวของหมอนรองกระดูก บางครั้งอาจกดทับและทำลายไขสันหลังหรือเส้นประสาทได้
  • ภาวะเส้นเอ็นแข็งตัว: เส้นเอ็นคือเนื้อเยื่อที่เชื่อมกระดูกเข้าด้วยกัน เส้นเอ็นเหล่านี้สามารถแข็งตัวตามอายุ ทำให้คอขาดความยืดหยุ่นและเกิดภาวะภาวะนี้
  • กระดูกงอก: การเสื่อมสภาพของหมอนรองกระดูกอาจกระตุ้นให้กระดูกสันหลังสร้างกระดูกใหม่ ทำให้เกิดกระดูกงอกที่คอขึ้น บางครั้งกระดูกงอกเหล่านี้อาจกดทับไขสันหลังและเส้นประสาทได้

พฤติกรรมการใช้ชีวิต

พฤติกรรมการใช้ชีวิตและการทำงานบางอย่างสามารถนำไปสู่ภาวะกระดูกสันหลังส่วนคอเสื่อมได้ ได้แก่:

  • การใช้คอมพิวเตอร์มากเกินไปและขาดการเคลื่อนไหว
  • การวางตำแหน่งมือบนโต๊ะทำงานที่สูงหรือต่ำเกินไป
  • การไม่เคลื่อนไหวคอและต้นคอบ่อยๆ หรืออยู่ในท่าเดิมเป็นเวลานานเกินไป
  • การก้มหรือเงยคอเป็นประจำ
  • ตำแหน่งเก้าอี้นั่งต่ำเกินไปเมื่อเทียบกับโต๊ะทำงาน หน้าจอคอมพิวเตอร์สูงหรือต่ำเกินไป
  • การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่มากเกินไป
  • การนอนในท่าเดียวหรือสองท่าตลอดเวลาโดยไม่เปลี่ยนท่านอน
  • การเลือกใช้หมอนหนุนที่ไม่เหมาะสม (หมอนสูงเกินไปหรือนิ่มเกินไป)

อาการของกระดูกคอเสื่อมที่ควรรู้

ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่เกิดภาวะภาวะนี้มักไม่มีอาการที่ชัดเจนในช่วงเริ่มต้น เมื่อเริ่มมีอาการ มักพบอาการที่พบบ่อยดังนี้:

  • ปวดเมื่อย ตึง
  • เคลื่อนไหวคอได้ลำบาก
  • รู้สึกปวดร้าวแม้ในขณะพัก
  • ปวดทุกครั้งที่เคลื่อนไหว

แม้ว่าผู้ป่วยอาจไม่รู้สึกผิดปกติมากนักหลังจากเริ่มมีอาการเหล่านี้ แต่ในเวลาต่อมาอาจมีอาการอื่น ๆ ตามมา ได้แก่:

  • รู้สึกติดขัด เจ็บปวดเมื่อเคลื่อนไหวคอ บางครั้งอาจมีอาการคอเคล็ด
  • ปวดจากต้นคอและร้าวไปที่หู คอ ส่งผลต่อท่าทางของศีรษะและคอ ทำให้คอเอียง คอเคล็ด
  • อาการปวดร้าวขึ้นศีรษะและอาจทำให้ปวดตุบๆ บริเวณท้ายทอยและหน้าผาก
  • อาการปวดร้าวจากต้นคอลงไปที่สะบักและแขน อาจปวดข้างเดียวหรือสองข้าง
  • เมื่อเจออากาศหนาวและนอนในท่าที่ไม่สบายในเวลากลางคืน อาจมีอาการคอแข็งในตอนเช้า
  • ในบางกรณี ผู้ป่วยอาจรู้สึกหนักที่มือ แขน และบางครั้งอาจมีอาการชาหรืออ่อนแรงที่มือ
  • กลัวอาการจามและไอ คอแข็ง และไม่สามารถเดินได้ด้วยตนเอง
  • ปวดเมื่อยบริเวณต้นคอหรือด้านหลังศีรษะทั้งหมด จากนั้นร้าวไปที่ด้านขวาของศีรษะ
  • ปวดต่อเนื่อง ไม่สามารถหันศีรษะไปด้านข้างได้ ต้องหันทั้งตัว

นอกจากนี้ ผู้ป่วยภาวะนี้บางรายอาจมีอาการที่เรียกว่า “Lhermitte’s sign” ซึ่งเป็นสัญญาณของโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็งที่กระดูกสันหลังส่วนคอ หรือที่เรียกว่าปรากฏการณ์เก้าอี้ตัดผม

Lhermitte’s sign คือความรู้สึกไม่สบายอย่างกะทันหัน คล้ายกระแสไฟฟ้าไหลจากคอลงไปตามกระดูกสันหลัง และอาจร้าวไปถึงแขน ขา นิ้วมือ และนิ้วเท้า อาการนี้จะรุนแรงขึ้นเมื่อผู้ป่วยก้มไปข้างหน้า Lhermitte’s sign อาจคงอยู่เป็นเวลานานหรือหายไปอย่างรวดเร็ว

ปัจจัยเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะกระดูกคอเสื่อม

ปัจจัยบางอย่างเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะกระดูกสันหลังส่วนคอเสื่อม ได้แก่:

อายุ

ผู้สูงอายุมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะนี้ โดยภาวะภาวะนี้มักปรากฏในผู้ป่วยวัยกลางคน (อายุ 40-50 ปี) ในช่วงนี้ กระบวนการเสื่อมสภาพของหมอนรองกระดูกและตัวกระดูกสันหลังจากการไหลเวียนเลือดที่ไม่ดี ทำให้ภาวะภาวะนี้เกิดขึ้นได้ง่าย

อาชีพ

ผู้ที่ทำงานในท่าก้มคอ เคลื่อนไหวศีรษะและคอมากเกินไป มีความเข้มข้นในการทำงานและระยะเวลาการทำงานที่ยาวนาน จะมีแนวโน้มเป็นภาวะภาวะนี้ได้ง่าย กลุ่มอาชีพที่มีความเสี่ยงสูงสุด ได้แก่:

  • เกษตรกร (กลุ่มนี้มีความเสี่ยงสูงต่อกระดูกคอและกระดูกสันหลังส่วนเอวเสื่อม)
  • ช่างทำผม
  • ทันตแพทย์
  • ช่างก่อสร้าง: รวมถึงช่างทาสีฝ้า ช่างฉาบปูน
  • นักแสดงกายกรรม
  • พนักงานออฟฟิศ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พนักงานออฟฟิศเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงสุดต่อภาวะภาวะนี้ เนื่องจากเป็นผู้ที่ต้องนั่งนิ่งๆ ขาดการเคลื่อนไหว และมีเวลาน้อยในการพักผ่อน

สาเหตุอื่นๆ

  • การบาดเจ็บที่คอ: ประวัติการบาดเจ็บที่คอของผู้ป่วยจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะกระดูกสันหลังส่วนคอเสื่อม
  • ปัจจัยทางพันธุกรรม: ผู้ป่วยที่มีสมาชิกในครอบครัวเคยเป็นภาวะภาวะนี้ ก็จะมีความเสี่ยงสูงขึ้นเช่นกัน
  • การสูบบุหรี่: การสูบบุหรี่สามารถเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดอาการปวดคอได้

การป้องกันภาวะกระดูกคอเสื่อม

ภาวะกระดูกสันหลังส่วนคอเสื่อมมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับอาชีพ ดังนั้น การป้องกันตั้งแต่ช่วงวัยทำงานจะช่วยจำกัดภาวะภาวะนี้ได้มากที่สุด ดังนี้:

  • นวดและดูแลบริเวณคออย่างสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงการทำงานหนักเกินไป ผู้ป่วยควรรักษาสมดุลระหว่างเวลาทำงานและเวลาพักผ่อน เพื่อลดผลกระทบที่ไม่ดีต่อกระดูกสันหลังส่วนคอ
  • สำหรับผู้ที่ทำงานออฟฟิศหรือทำงานกับคอมพิวเตอร์ ควรสร้างนิสัยการดูแลสุขภาพในที่ทำงาน ซึ่งสามารถทำได้โดยการออกกำลังกายง่ายๆ และเปลี่ยนอิริยาบถบ่อยๆ
  • ผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงการนั่งนิ่งๆ หน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานเกินไป และควรรักษาสมดุลกับโภชนาการที่ดี เก้าอี้ทำงานควรมีความสูงที่เหมาะสมกับโต๊ะและส่วนสูงของผู้ใช้งาน
  • เมื่อทำงานกับคอมพิวเตอร์ ควรใช้หน้าจอขนาด 17 นิ้วขึ้นไป เพื่อลดความตึงเครียดของกล้ามเนื้อคอ นอกจากนี้ ควรนั่งห่างจากหน้าจอ 50-66 ซม. และวางหน้าจอให้อยู่ต่ำกว่าระดับสายตาประมาณ 10-20 องศา เพื่อรักษาระยะห่างที่ดีที่สุด รวมถึงต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าหน้าจอไม่สูงหรือต่ำเกินไปเมื่อเทียบกับระดับสายตา
  • เมื่อนั่งใกล้โต๊ะทำงาน ผู้ป่วยควรปรับเก้าอี้ให้แขนทั้งสองข้างขนานกับโต๊ะ รวมถึงต้องนั่งหลังตรงและไหล่เท่ากัน
  • ขณะนอนหลับ ควรเปลี่ยนท่านอนบ่อยๆ หลีกเลี่ยงการนอนในท่าเดียวหรือสองท่า เพราะอาจทำให้คอเคล็ดได้ง่าย ไม่ควรนอนคว่ำ เพราะท่านี้จะทำให้คอพับลงได้ง่ายและทำให้เกิดภาวะภาวะนี้ นอกจากนี้ ผู้ป่วยก็ไม่ควรหนุนหมอนที่สูงเกินไป
  • เพื่อป้องกันปรากฏการณ์ “หัก” ข้อต่อของกระดูกสันหลัง ซึ่งอาจทำให้เกิดอัมพาตทั้งสี่ข้างหรือถึงขั้นเสียชีวิต ผู้ป่วยไม่ควรบิดหรือกดคออย่างรุนแรง เมื่อนอน ควรใช้หมอนหนุนที่มีความหนาพอดี หลีกเลี่ยงท่าเงยคอมากเกินไป หรือก้มคอมากเกินไป

ผู้ป่วยควรใส่ใจสิ่งต่อไปนี้เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะกระดูกสันหลังส่วนคอเสื่อม:

  • เปลี่ยนท่าทางเมื่อนั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือเมื่อดูโทรทัศน์เป็นเวลานาน
  • หลีกเลี่ยงการบิดหรือหักคออย่างกะทันหันเมื่อรู้สึกเมื่อยล้า เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะหมอนรองกระดูกคอเสื่อม
  • ไม่ควรแบกของหนักบนศีรษะ
  • หลีกเลี่ยงการนั่งก้มหรือพับคอเป็นเวลานานเมื่อดูโทรทัศน์ หรืออ่านหนังสือพิมพ์
  • เมื่อนั่งรถไฟหรือรถยนต์เดินทางไกล ควรใช้เก้าอี้ที่มีพนักพิงศีรษะและหลัง
  • ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเมื่อต้องการนวดตัว
  • ออกกำลังกายเบาๆ

หากผู้ป่วยมีอาการปวดศีรษะ คอ ต้นคอ ร้าวลงไปที่แขน หรือมีสัญญาณของอาการอ่อนแรงของแขนขา ไม่ควรนวดกดจุดด้วยตนเองอย่างรุนแรง เพราะอาจทำให้หลอดเลือดและเส้นประสาทบริเวณคอได้รับความเสียหายร้ายแรง ผู้ป่วยควรไปพบแพทย์เฉพาะทางระบบประสาท เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้องแม่นยำ

วิธีการวินิจฉัยกระดูกคอเสื่อม

ในการวินิจฉัย แพทย์จะทำการตรวจร่างกายและตรวจทางห้องปฏิบัติการ ดังนี้:

การตรวจร่างกาย

การวินิจฉัยภาวะนี้อาศัยการตรวจร่างกายและผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ดังนี้:

  • ตรวจสอบช่วงการเคลื่อนไหวของกระดูกสันหลังส่วนคอ
  • ตรวจสอบปฏิกิริยาตอบสนองและกำลังของกล้ามเนื้อแขนทั้งสองข้าง เพื่อดูว่าภาวะเสื่อมส่งผลกระทบต่อเส้นประสาทหรือไขสันหลังหรือไม่

การตรวจทางภาพ

วิธีการวินิจฉัยทางภาพสามารถให้ข้อมูลโดยละเอียดเพื่อช่วยในการวินิจฉัยและการรักษา วิธีการเหล่านี้ได้แก่:

  • การเอกซเรย์กระดูกสันหลังส่วนคอ: การเอกซเรย์สามารถตรวจพบความผิดปกติ เช่น กระดูกงอกหรือสะพานกระดูก ซึ่งเป็นสัญญาณโดยตรงของภาวะภาวะนี้ การเอกซเรย์ยังช่วยแยกแยะสาเหตุที่หายากและรุนแรงกว่าของอาการปวดคอและคอแข็ง เช่น เนื้องอก การติดเชื้อ หรือกระดูกหัก
  • การทำ CT scan: การทำ CT scan ให้ภาพที่ละเอียดมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับความเสียหายเล็กน้อยของกระดูก
  • การทำ MRI (Magnetic Resonance Imaging): การทำ MRI ช่วยระบุว่ามีภาวะหมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาทร่วมด้วยหรือไม่ และเส้นประสาทถูกกดทับหรือไม่

การตรวจการทำงานของระบบประสาท

อาจมีการตรวจเพิ่มเติมเพื่อตรวจสอบว่าความสามารถในการนำสัญญาณประสาทได้รับผลกระทบหรือไม่ การทดสอบเหล่านี้ได้แก่:

  • การตรวจคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อ (Electromyography): การทดสอบนี้จะวัดกิจกรรมของกระแสไฟฟ้าในเส้นประสาทเมื่อกล้ามเนื้อแขนหดตัวและเมื่อพักผ่อน
  • การศึกษาการนำกระแสประสาท (Nerve Conduction Study): อิเล็กโทรดจะถูกติดเข้ากับผิวหนังเหนือเส้นประสาทที่ต้องการวินิจฉัย จากนั้นจะส่งกระแสไฟฟ้าเล็กน้อยผ่านเส้นประสาทเพื่อวัดความเข้มและความเร็วของสัญญาณประสาท

แนวทางการรักษากระดูกคอเสื่อม

กระบวนการรักษาจะแตกต่างกันไปตามความรุนแรงและอาการของโรค เป้าหมายของการรักษาคือการลดความเจ็บปวด ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถทำกิจกรรมตามปกติได้ และป้องกันความเสียหายถาวรต่อไขสันหลังและเส้นประสาท โดยมีวิธีการรักษาดังต่อไปนี้:

การรักษาด้วยยา

ยาเป็นวิธีการรักษาที่ใช้ในกรณีนี้ ประเภทของยาที่ใช้ในการรักษาภาวะนี้ ได้แก่:

  • ยาต้านการอักเสบและยาแก้ปวดที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs): การเลือกชนิดของยาในกลุ่มนี้จะขึ้นอยู่กับสุขภาพและโรคประจำตัวของผู้ป่วย
  • คอร์ติโคสเตียรอยด์ (Corticosteroids): การใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์แบบรับประทานในระยะสั้นอาจช่วยลดความเจ็บปวดได้ หากอาการปวดรุนแรง อาจจำเป็นต้องฉีดคอร์ติโคสเตียรอยด์
  • ยาคลายกล้ามเนื้อ: ยาบางชนิด เช่น cyclobenzaprine สามารถช่วยลดอาการกล้ามเนื้อหดเกร็ง ซึ่งจะช่วยลดความเจ็บปวดได้
  • ยากันชัก: ยาบางชนิดที่ใช้รักษาโรคลมชัก เช่น gabapentin (Neurontin, Horizant) และ pregabalin (Lyrica) สามารถช่วยลดความเจ็บปวดที่เกิดจากความเสียหายของเส้นประสาทได้
  • ยาแก้ซึมเศร้า: ยาแก้ซึมเศร้าบางชนิดได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถช่วยลดอาการปวดคอที่เกิดจากภาวะภาวะนี้ได้

กายภาพบำบัด

การออกกำลังกายกายภาพบำบัดสามารถช่วยผ่อนคลายและเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อคอและไหล่ วิธีการต่างๆ เช่น การยืดกล้ามเนื้อ การนวดบริเวณคอและไหล่ การทำไฟฟ้าบำบัดสามารถช่วยลดความเจ็บปวดได้อย่างมีนัยสำคัญ

การผ่าตัด

หากการรักษาแบบประคับประคองล้มเหลว หรืออาการและอาการแสดงทางระบบประสาทไม่ดีขึ้น ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัด การผ่าตัดจะช่วยลดการกดทับและบรรเทาอาการสำหรับไขสันหลังและรากประสาท

วิธีการผ่าตัดรักษาภาวะนี้ ได้แก่:

  • การนำหมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาทหรือส่วนหนึ่งของกระดูกออก
  • การนำส่วนหนึ่งของกระดูกสันหลังออก
  • การเชื่อมกระดูกสันหลังส่วนคอเข้าด้วยกันโดยการปลูกถ่ายกระดูก

คำถามที่พบบ่อย

คำถาม: กระดูกคอเสื่อมคืออะไร?

คำตอบ: ภาวะนี้ เป็นภาวะที่เกิดจากการเสื่อมสภาพของกระดูกสันหลังส่วนคอ ซึ่งส่งผลต่อกระดูกอ่อน หมอนรองกระดูก เส้นเอ็น และกระดูกบริเวณคอ มักทำให้เกิดอาการปวดและคอแข็ง พบได้บ่อยในผู้สูงอายุและผู้ที่ใช้ท่าทางที่ไม่เหมาะสมเป็นเวลานาน.

คำถาม: กระดูกคอเสื่อมรักษาหายได้หรือไม่?

คำตอบ: แม้ว่าภาวะนี้จะเป็นการเสื่อมสภาพตามวัยที่รักษาให้หายขาดได้ยาก แต่การรักษาจะมุ่งเน้นที่การบรรเทาอาการปวด ฟื้นฟูการเคลื่อนไหว และป้องกันความเสียหายต่อไขสันหลังหรือเส้นประสาท ซึ่งรวมถึงการใช้ยา กายภาพบำบัด และในบางกรณีอาจต้องผ่าตัด.

คำถาม: อาการหลักของกระดูกคอเสื่อมมีอะไรบ้าง?

คำตอบ: อาการทั่วไปได้แก่ อาการปวดคอและไหล่ คอแข็ง เคลื่อนไหวคอได้ลำบาก อาจมีอาการปวดร้าวไปที่แขนและมือ บางรายอาจมีอาการชาหรืออ่อนแรงที่แขน รวมถึงอาการเวียนศีรษะหรือปวดศีรษะร่วมด้วย.

ควรไปพบแพทย์เมื่อใด

ควรไปพบแพทย์หากอาการรุนแรงขึ้น อาการไม่ดีขึ้นหลังดูแลเบื้องต้น มีไข้สูง เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก อ่อนแรงผิดปกติ ขาดน้ำ มีเลือดออก หรือมีอาการที่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ตั้งครรภ์ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวควรขอคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์โดยเร็ว

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

ข้อมูลอ้างอิงหลักจากหน่วยงานและแหล่งความรู้ทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ

หมายเหตุด้านสุขภาพบทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลสุขภาพทั่วไป ไม่ใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาจากแพทย์ หากมีอาการรุนแรง อาการฉุกเฉิน หรืออาการไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์โดยตรง
กระบวนการบรรณาธิการเนื้อหาบน Sabaidee Thai จัดทำและตรวจทานตามกระบวนการบรรณาธิการ โดยอ้างอิงแหล่งข้อมูลทางการแพทย์ที่เปิดเผยและน่าเชื่อถือ พร้อมปรับภาษาให้อ่านง่ายสำหรับผู้อ่านชาวไทย
อ่านอย่างปลอดภัยบทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลสุขภาพทั่วไป ไม่ใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาจากแพทย์ หากมีอาการรุนแรง อาการฉุกเฉิน หรืออาการไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์โดยตรง
WHO / CDC / NHS / Mayo Clinicเนื้อหาบน Sabaidee Thai จัดทำและตรวจทานตามกระบวนการบรรณาธิการ โดยอ้างอิงแหล่งข้อมูลทางการแพทย์ที่เปิดเผยและน่าเชื่อถือ พร้อมปรับภาษาให้อ่านง่ายสำหรับผู้อ่านชาวไทย

บทความที่เกี่ยวข้อง