อาการปวดหัวบ่อย: 50% คนทั่วโลกเจอ! รู้สาเหตุและวิธีบรรเทา

ภาวะนี้ เป็นภาวะที่ผู้คนทั่วโลกประสบพบเจออยู่เป็นประจำ โดยผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าประมาณ 50% ของประชากรโลกมีภาวะนี้ในแต่ละวัน และในทุกๆ 3 คน จะมีหนึ่งคนที่เคยปวดหัวอย่างรุนแรงในช่วงชีวิตหนึ่ง ปัญหาคือคนส่วนใหญ่ละเลยที่จะเข้ารับการตรวจวินิจฉัยหรือรักษาอย่างจริงจัง ซึ่งอาจทำให้อาการทวีความรุนแรงขึ้นในระยะยาวได้ การทำความเข้าใจเกี่ยวกับภาวะนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อการดูแลสุขภาพที่ดี

สาเหตุของอาการปวดหัว

ภาวะนี้เป็นความรู้สึกไม่สบายที่พบบ่อยและมีสาเหตุหลากหลาย ประการแรก อาการนี้อาจเป็นสัญญาณของโรคต่างๆ เช่น ปัญหาสุขภาพทางกาย หรือเป็นผลมาจากความผิดปกติทางอารมณ์ ความเหนื่อยล้า และความเครียด การใช้ยาแก้ปวดเกินขนาดในปัจจุบันยังเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ภาวะนี้แย่ลงและเพิ่มจำนวนผู้ป่วยมากขึ้น งานวิจัยบางชิ้นยังชี้ให้เห็นถึงการเพิ่มขึ้นของอนุมูลอิสระในร่างกายของผู้ที่มีภาวะนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ที่มีความเครียดร่วมด้วย

ประเภทของอาการปวดหัวที่พบบ่อย

ภาวะนี้มักถูกมองว่าเป็นอาการมากกว่าเป็นโรค โดยไม่เพียงแค่พบในสาขาประสาทวิทยาหรือจิตเวชเท่านั้น แต่ยังปรากฏในโรคทางอายุรกรรมและศัลยกรรมส่วนใหญ่ ผู้คนมักใช้คำว่า “ปวดหัว” เพื่ออธิบายถึงความรู้สึกไม่สบายและเจ็บปวดบริเวณกะโหลกศีรษะ ซึ่งประเภทที่พบบ่อยที่สุดคือภาวะนี้ปฐมภูมิ เช่น ภาวะนี้จากความเครียด, อาการปวดไมเกรน, ภาวะนี้แบบคลัสเตอร์ และภาวะนี้เรื้อรัง

อาการปวดหัวจากความเครียด (Tension-type Headaches)

อาการปวดหัวจากความเครียด

นี่คือกลุ่มภาวะนี้ที่พบได้บ่อยที่สุด คิดเป็น 90% ของภาวะนี้ทั้งหมดในปัจจุบัน ผู้ป่วยมักมีปัญหาทางอารมณ์ที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข หรือมีความวิตกกังวลเรื้อรัง มักพบในวัยกลางคน และเพศหญิงมีแนวโน้มที่จะเป็นมากกว่าเพศชาย ภาวะนี้จากความเครียดมีลักษณะคือปวดตื้อๆ รู้สึกเหมือนมีอะไรบีบรัดศีรษะ กดทับ หรือรัดแน่น ความรุนแรงของอาการปวดมักจะเพิ่มขึ้นตามความถี่ของการเกิดอาการ ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักปวดศีรษะทั้งสองข้าง โดยมีอาการปวดมากที่สุดบริเวณหน้าผาก ขมับ ท้ายทอย หรือกลางกระหม่อม หรืออาจมีอาการปวดหลายจุดรวมกัน และตำแหน่งความปวดอาจเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละครั้งที่เกิดอาการ

อาการปวดไมเกรน (Migraine Headaches)

อาการปวดไมเกรนเป็นชนิดของภาวะนี้ที่มีสาเหตุจากระบบประสาทและหลอดเลือด ซึ่งเกิดขึ้นเป็นพักๆ จุดเด่นคืออาการปวดมักเกิดขึ้นเพียงซีกเดียวของศีรษะ ผู้ป่วยอาจรู้สึกว่าหนังศีรษะตึงและแสบร้อนเหมือนถูกไฟไหม้ พร้อมด้วยอาการอื่นๆ เช่น หูอื้อ ตาพร่ามัว คลื่นไส้ และไวต่อเสียงกับแสง ปัจจุบันมีประชากรผู้ใหญ่ประมาณ 11% ทั่วโลกที่ประสบกับอาการปวดไมเกรน โดยผู้หญิงเป็นผู้ป่วยกลุ่มนี้มากถึง 3 ใน 4 ของทั้งหมด

อาการปวดหัวแบบคลัสเตอร์ (Cluster Headaches)

นี่เป็นอีกหนึ่งประเภทของภาวะนี้ที่มีสาเหตุมาจากระบบประสาทและหลอดเลือด ซึ่งมักพบในผู้ชายวัยกลางคนที่เป็นนักสูบบุหรี่ อย่างไรก็ตาม ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ สัดส่วนของผู้หญิงที่เป็นปวดหัวแบบคลัสเตอร์กำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อาการปวดมักเกิดขึ้นหลังจากการนอนหลับประมาณ 1 ถึง 3 ชั่วโมง โดยผู้ป่วยจะตื่นขึ้นมาพร้อมกับอาการปวดและหนักศีรษะอย่างรุนแรง

อาการปวดจะกระจุกตัวเป็นกลุ่ม โดยจำกัดอยู่เพียงครึ่งหนึ่งของศีรษะ มักปวดมากบริเวณหลังดวงตา และลามไปที่หน้าผากและขมับ นอกจากนี้ยังมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น คัดจมูก น้ำตาไหล และคลื่นไส้ อาการปวดศีรษะชนิดนี้ถูกอธิบายว่าเป็นความเจ็บปวดที่ผู้ป่วยไม่เคยประสบมาก่อน โดยมักจะเกิดขึ้นในเวลาเดิมๆ และต่อเนื่องกันเป็นเวลา 3-4 ชั่วโมง ตลอดทั้งสัปดาห์

อาการปวดหัวเรื้อรังรายวัน (Chronic Daily Headache)

อาการปวดหัวเรื้อรังรายวัน คือภาวะปวดศีรษะที่เกิดขึ้นเกิน 15 วันต่อเดือน

นี่คือรูปแบบของภาวะนี้ที่เกิดขึ้นนานกว่า 15 วันต่อเดือน ภาวะนี้เรื้อรังมักพบร่วมกับโรคอื่นๆ เช่น โรคซึมเศร้า, โรควิตกกังวล, โรคไบโพลาร์, โรคแพนิก, ความเครียด และจากการใช้ยาเกินขนาด ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่มีภาวะนี้ชนิดนี้มักไม่พบความผิดปกติใดๆ จากการตรวจภาพถ่ายสมอง

หากภาวะนี้เรื้อรังไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจนำไปสู่ความผิดปกติทางร่างกายหลายอย่าง เช่น อาการใจสั่น, การนอนไม่หลับ, ปวดท้อง นอกจากนี้ยังอาจเกิดอาการของโรคซึมเศร้าที่รุนแรงขึ้น เช่น วิตกกังวล หรือแม้กระทั่งการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์และบุคลิกภาพ

ผลกระทบของอาการปวดหัวต่อสุขภาพ

งานวิจัยชี้ว่า ภาวะนี้ทุกชนิด แม้จะแตกต่างกันไป แต่หลังจากผ่านไป 3 เดือน จะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและทำลายสมอง อันเนื่องมาจากอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในร่างกายระหว่างกระบวนการเมตาบอลิซึม โดยปกติแล้ว อนุมูลอิสระจะมีอยู่ในระดับที่พอเหมาะจึงไม่ก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงนัก

อย่างไรก็ตาม ในผู้ที่มีปัญหาสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับภาวะนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาการปวดที่มาพร้อมกับความเครียด สารเคมีในสมองจะเกิดความผิดปกติในการเผาผลาญ ซึ่งก่อให้เกิดอนุมูลอิสระจำนวนมากที่ทำลายเซลล์ประสาท ผู้ป่วยจำนวนมากมีภาวะนี้อยู่แล้ว เพียงแค่รอปัจจัยกระตุ้น เช่น ความเครียด ความกระทบกระเทือนทางอารมณ์ หรือพฤติกรรมการใช้ชีวิตและการทำงานที่ยาวนาน จนทำให้อำนุมูลอิสระเพิ่มขึ้นเพียงพอที่จะทำให้เกิดภาวะนี้ สร้างความเสียหายต่อระบบประสาท หลอดเลือด และโครงสร้างของสมอง

ในบางกรณี การปวดหัวเป็นระยะเวลานานจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการของโรคซึมเศร้า วิตกกังวล ขี้หลงขี้ลืม ความจำบกพร่อง และขาดสมาธิ ยิ่งภาวะนี้รุนแรงมากเท่าไหร่ อาการเหล่านี้ก็จะปรากฏบ่อยขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะสมองเสื่อม โรคหลอดเลือดสมอง ความพิการ และแม้กระทั่งการเสียชีวิต

สิ่งที่น่ากังวลที่สุดในปัจจุบันคือ ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่ทราบสาเหตุหลักของภาวะนี้และมักไม่ได้รับการรักษาที่ต้นเหตุ การค้นหาสาเหตุของภาวะนี้จึงเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดในการรักษา หากไม่สามารถกำจัดสาเหตุได้ อาการก็จะกลับมาเป็นซ้ำ และการรักษาจะไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง มีผู้ป่วยประมาณ 60% ที่ใช้ยาแก้ปวดเกินขนาด (ไม่ถูกต้องตามข้อบ่งชี้และใช้เป็นระยะเวลานาน) ซึ่งทำให้การรักษายากขึ้นในภายหลัง เนื่องจากโรคมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้ง่าย ดังนั้น การปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์เกี่ยวกับชนิดยา ปริมาณยา และข้อห้ามใช้จึงเป็นสิ่งที่ดีที่สุด

การป้องกันและบรรเทาอาการปวดหัว

ภาวะนี้บางครั้งอาจเป็นเพียงอาการชั่วคราวและหายไปได้เองโดยไม่จำเป็นต้องมีการรักษาทางการแพทย์ใดๆ แต่ก็มีหลายกรณีที่ภาวะนี้บ่งบอกถึงภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ หากคุณมีภาวะนี้ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันหรือเฉียบพลัน ปวดต่อเนื่องนานหลายชั่วโมง หรือปวดพร้อมกับอาการคลื่นไส้อาเจียน มีไข้ และอ่อนแรงครึ่งซีก ควรรีบนำผู้ป่วยส่งแผนกฉุกเฉินทันที

สำหรับบางกรณีที่ภาวะนี้ดำเนินไปเป็นเวลาหลายวันหรือหลายเดือน และการรักษาด้วยยาตามปกติไม่ช่วยให้อาการดีขึ้น ผู้ป่วยควรไปพบแพทย์เฉพาะทางระบบประสาท หรืออายุรแพทย์ทั่วไป หากภาวะนี้เรื้อรังมาพร้อมกับโรควิตกกังวลหรือความเครียด ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางจิตเวช

โดยทั่วไป ระยะเวลาการรักษาสำหรับภาวะนี้มักจะอยู่ที่ประมาณ 3 เดือน หลังจากนั้นอาจหยุดยาได้ อย่างไรก็ตาม หากอาการที่เกี่ยวข้อง เช่น การนอนไม่หลับ หรือความวิตกกังวลยังไม่ได้รับการควบคุมที่ดี ระยะเวลาการรักษาอาจต้องยืดออกไป นอกจากการรักษาด้วยยาแล้ว ผู้ป่วยควรจำกัดการบริโภคแอลกอฮอล์และงดสูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงความเครียดทางจิตใจ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และครบถ้วนตามหลักโภชนาการ

การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอช่วยป้องกันและรักษาอาการปวดหัวได้

คำถามที่พบบ่อย

คำถาม: อาการปวดหัวที่พบบ่อยที่สุดมีอะไรบ้าง?

คำตอบ: ภาวะนี้ที่พบบ่อยที่สุดคือภาวะนี้จากความเครียด ซึ่งคิดเป็น 90% ของภาวะนี้ทั้งหมด นอกจากนี้ยังมีอาการปวดไมเกรน ภาวะนี้แบบคลัสเตอร์ และภาวะนี้เรื้อรังรายวัน

คำถาม: อาการปวดหัวเรื้อรังส่งผลกระทบต่อร่างกายอย่างไร?

คำตอบ: หากภาวะนี้เรื้อรังไม่ได้รับการรักษา อาจนำไปสู่ความผิดปกติทางร่างกายหลายอย่าง เช่น ใจสั่น นอนไม่หลับ ปวดท้อง และอาจเกิดอาการของโรคซึมเศร้า วิตกกังวล ความจำบกพร่อง รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะสมองเสื่อมและโรคหลอดเลือดสมอง

คำถาม: เมื่อใดที่ควรไปพบแพทย์สำหรับอาการปวดหัว?

คำตอบ: ควรรีบไปพบแพทย์ทันทีหากมีภาวะนี้เฉียบพลัน รุนแรงต่อเนื่องหลายชั่วโมง ปวดพร้อมคลื่นไส้อาเจียน มีไข้ หรืออ่อนแรงครึ่งซีก หากภาวะนี้เรื้อรังไม่ดีขึ้นด้วยยาปกติ หรือมาพร้อมกับโรควิตกกังวลและความเครียด ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง

ควรไปพบแพทย์เมื่อใด

ควรไปพบแพทย์หากอาการรุนแรงขึ้น อาการไม่ดีขึ้นหลังดูแลเบื้องต้น มีไข้สูง เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก อ่อนแรงผิดปกติ ขาดน้ำ มีเลือดออก หรือมีอาการที่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ตั้งครรภ์ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวควรขอคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์โดยเร็ว

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

ข้อมูลอ้างอิงหลักจากหน่วยงานและแหล่งความรู้ทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ

หมายเหตุด้านสุขภาพบทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลสุขภาพทั่วไป ไม่ใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาจากแพทย์ หากมีอาการรุนแรง อาการฉุกเฉิน หรืออาการไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์โดยตรง
กระบวนการบรรณาธิการเนื้อหาบน Sabaidee Thai จัดทำและตรวจทานตามกระบวนการบรรณาธิการ โดยอ้างอิงแหล่งข้อมูลทางการแพทย์ที่เปิดเผยและน่าเชื่อถือ พร้อมปรับภาษาให้อ่านง่ายสำหรับผู้อ่านชาวไทย
อ่านอย่างปลอดภัยบทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลสุขภาพทั่วไป ไม่ใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาจากแพทย์ หากมีอาการรุนแรง อาการฉุกเฉิน หรืออาการไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์โดยตรง
WHO / CDC / NHS / Mayo Clinicเนื้อหาบน Sabaidee Thai จัดทำและตรวจทานตามกระบวนการบรรณาธิการ โดยอ้างอิงแหล่งข้อมูลทางการแพทย์ที่เปิดเผยและน่าเชื่อถือ พร้อมปรับภาษาให้อ่านง่ายสำหรับผู้อ่านชาวไทย

บทความที่เกี่ยวข้อง