การมีเลือดออกขณะขับถ่ายหรือที่เรียกว่า ถ่ายเป็นเลือดสด ไม่ได้เป็นเพียงอาการของโรคริดสีดวงทวารเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงโรคทางทวารหนักและลำไส้ตรงอื่น ๆ อีกหลายชนิด เช่น รอยแยกที่ทวารหนัก ติ่งเนื้อในลำไส้ตรง หรือเนื้องอกต่าง ๆ หากไม่ได้รับการตรวจพบและรักษาอย่างทันท่วงที ภาวะนี้อาจนำไปสู่การเสียเลือดเรื้อรัง ซึ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพอย่างรุนแรง และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
ทำความรู้จักกับอาการ ถ่ายเป็นเลือดสด
อาการภาวะนี้ คือ การมีเลือดสด ๆ หยดออกมาหรือปะปนกับอุจจาระ รวมถึงติดอยู่บนกระดาษชำระหลังการขับถ่าย ผู้ป่วยมักมีอาการอ่อนเพลียร่วมด้วยในบางราย
โดยปกติแล้ว อาการอุจจาระมีเลือดสดอาจหายไปเองภายในไม่กี่วัน หรือบางครั้งอาจคงอยู่ได้นานกว่านั้น ซึ่งมักจะเป็นสัญญาณเตือนถึงความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับลำไส้ตรงและทวารหนัก
อย่างไรก็ตาม การรักษาอาการเลือดออกทางทวารหนักมักเป็นเรื่องที่ท้าทาย เนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะรอจนอาการรุนแรงขึ้นจึงจะมาพบแพทย์ ในเวลานั้น การเสียเลือดเป็นเวลานานอาจเกิดขึ้นแล้ว ทำให้ภาวะสุขภาพแย่ลงกว่าเดิม
สาเหตุของอาการ ถ่ายเป็นเลือดสด
ภาวะนี้ เป็นอาการที่เตือนถึงโรคหลายชนิดในบริเวณลำไส้ตรงและทวารหนัก ได้แก่
โรคริดสีดวงทวาร
โรคริดสีดวงทวารเกิดขึ้นเมื่อกลุ่มเส้นเลือดดำรอบทวารหนักเกิดการบวมและโป่งพองผิดปกติ อาการที่พบได้บ่อยและเป็นสัญญาณแรก ๆ คือ มีเลือดสดปนออกมากับอุจจาระ ติดบนกระดาษชำระ หรือมีเลือดหยดเป็นสายลงในชักโครก ในกรณีที่รุนแรง ผู้ป่วยอาจมีเลือดสีแดงสดออกมาก่อนหรือหลังขับถ่ายอุจจาระ
โรคริดสีดวงทวารมีสามประเภทหลักที่ผู้ป่วยอาจพบ ได้แก่ ริดสีดวงภายใน ริดสีดวงภายนอก และริดสีดวงแบบผสมผสาน ความเสี่ยงในการเป็นโรคจะสูงขึ้นในผู้ที่รับประทานอาหารรสเผ็ดจัด หญิงตั้งครรภ์ หรือผู้ที่ทำงานที่ต้องยืนหรือนั่งเป็นเวลานาน และผู้ที่มีอาการท้องผูกเรื้อรัง
นอกจากอาการอุจจาระเป็นเลือดสดแล้ว การที่หัวริดสีดวงโผล่ออกมานอกทวารหนักและเกิดการอักเสบก็เป็นอีกหนึ่งอาการสำคัญของโรคริดสีดวงทวาร ผู้ป่วยยังอาจมีอาการอื่น ๆ เช่น ปวดแสบปวดร้อนบริเวณทวารหนักขณะขับถ่าย มีไข้ คันรอบรูทวารหนัก รอยแยกที่ทวารหนัก และฝีคัณฑสูตร

รอยแยกที่ทวารหนัก
อาการเด่นอย่างหนึ่งของรอยแยกที่ทวารหนักคือการ ภาวะนี้ ผู้ป่วยมักจะรู้สึกเจ็บปวดขณะขับถ่าย มีเลือดออกเป็นหยดหรือเป็นเส้น
ภาวะนี้มักเกิดจากการที่ผู้ป่วยท้องผูกและต้องเบ่งอุจจาระอย่างแรง ทำให้ทวารหนักขยายตัวและเกิดการฉีกขาด ส่งผลให้มีอาการปวดบวมและเลือดออกเป็นหยด ภาวะนี้อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อน เช่น แผลเปื่อยและการติดเชื้อที่ทวารหนักได้

ลำไส้ใหญ่อักเสบเป็นแผล (Ulcerative Proctocolitis)
อาการลำไส้ใหญ่อักเสบเป็นแผลมีลักษณะเด่นคือการมีอุจจาระปนเลือด ซึ่งบางครั้งอาจมีเลือดสดปนกับมูกในอุจจาระได้ นอกจากนี้ ผู้ป่วยยังมักจะขับถ่ายหลายครั้ง มีอาการปวดบิดในช่องท้องบ่อย ๆ รู้สึกเหนื่อยล้าตลอดเวลา ไม่สบายตัว และมีไข้
ภาวะแทรกซ้อนที่อันตราย เช่น ลำไส้ใหญ่โป่งพอง ทะลุ มีเลือดออกในระบบทางเดินอาหาร หรือแม้กระทั่งมะเร็ง อาจเป็นผลตามมาจากโรคลำไส้ใหญ่อักเสบเรื้อรังนี้
ติ่งเนื้อในลำไส้ตรง (Rectal Polyp)
การมีเลือดออกขณะขับถ่ายเป็นสัญญาณหนึ่งที่บ่งบอกว่าผู้ป่วยอาจมีติ่งเนื้อในลำไส้ตรง ติ่งเนื้อเหล่านี้คือการเจริญเติบโตที่ผิดปกติบนเยื่อบุลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง โดยส่วนใหญ่ติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงมักไม่มีอาการชัดเจน และจะตรวจพบได้จากการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่เท่านั้น
หากปล่อยทิ้งไว้เป็นเวลานาน ติ่งเนื้อในลำไส้ตรงอาจทำให้เสียเลือดเรื้อรัง ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้ป่วยไม่น้อย นอกจากนี้ ชีวิตของผู้ป่วยยังอาจตกอยู่ในความเสี่ยง เนื่องจากติ่งเนื้อบางชนิดมีโอกาสกลายเป็นมะเร็งได้
ท้องผูก
สาเหตุหนึ่งที่พบบ่อยซึ่งทำให้ ภาวะนี้ คืออาการท้องผูกเรื้อรัง การเบ่งอุจจาระอย่างแรงเพื่อขับถ่ายทำให้เกิดการเสียดสีอย่างมาก ซึ่งสามารถทำให้ผนังทวารหนักเป็นแผลและมีเลือดออกได้
ในผู้ที่ท้องผูก ปริมาณเลือดที่ออกอาจมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับระดับความเสียหายของทวารหนัก โดยทั่วไป เลือดจะติดอยู่ด้านนอกก้อนอุจจาระ หรือติดอยู่ที่ส่วนท้ายของอุจจาระ
การรับประทานอาหารที่ไม่ถูกหลักโภชนาการ การรับประทานอาหารที่ย่อยยาก อาหารรสเผ็ดจัด หรือสารกระตุ้นเป็นเวลานาน มักเป็นสาเหตุที่นำไปสู่ภาวะท้องผูก หากไม่ได้รับการรักษาและแก้ไขอย่างทันท่วงที ท้องผูกอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตราย เช่น ริดสีดวงทวาร รอยแยกที่ทวารหนัก หรือโรคอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับลำไส้ตรงและทวารหนักได้ แม้ว่าภาวะท้องผูกมักจะไม่เป็นอันตรายถึงชีวิตโดยตรง
มะเร็งลำไส้ตรง
การมีอุจจาระเป็นเลือด โดยมีเลือดสีแดงเข้ม เป็นหนึ่งในสัญญาณเตือนแรก ๆ ของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง
ปริมาณเลือดที่ออกเริ่มต้นมักจะน้อย แต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตามระดับการลุกลามของเซลล์มะเร็งเข้าสู่ลำไส้ใหญ่ นอกจากนี้ อาการอื่น ๆ เช่น ท้องอืด ปวดท้องน้อย อุจจาระแข็งสลับเหลว คลื่นไส้ ปัสสาวะเล็ด น้ำหนักลดต่อเนื่องโดยไม่ทราบสาเหตุ ก็อาจเกิดขึ้นในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ตรงด้วยเช่นกัน
โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
โรคอันตรายหลายชนิด รวมถึงการติดเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดลำไส้ตรงอักเสบและทวารหนักอักเสบ จนนำไปสู่การมีเลือดออก เป็นผลมาจากการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ส่วนใหญ่รักษายาก ไม่สามารถหายขาดได้อย่างสมบูรณ์ แพร่กระจายได้ง่าย และต้องอาศัยการวินิจฉัยและการรักษาอย่างต่อเนื่องเพื่อควบคุมอาการ
สาเหตุอื่น ๆ
โรคถุงผนังลำไส้อักเสบ ลำไส้ใหญ่อักเสบจากการขาดเลือด ลำไส้เล็กขาดเลือดจากการอุดตันของหลอดเลือดดำในช่องท้อง หูดที่ทวารหนัก และภาวะเลือดออกในระบบทางเดินอาหาร ก็เป็นโรคที่อาจทำให้เกิดอาการอุจจาระเป็นเลือดสดได้

เมื่อไหร่ควรไปพบแพทย์?
เลือดสดที่ปรากฏขณะขับถ่าย บางครั้งอาจเป็นเพียงรอยเล็ก ๆ บนกระดาษชำระ แต่บางครั้งก็อาจไหลเป็นสายหรือออกมากจนนำไปสู่การเสียเลือด ทำให้ผู้ป่วยมีอาการวิงเวียนศีรษะ เป็นลม และความดันโลหิตต่ำได้ ภาวะนี้ไม่เพียงแต่ลดประสิทธิภาพในการทำงานและคุณภาพชีวิตเท่านั้น แต่ยังเป็นอันตรายถึงชีวิตของผู้ป่วยด้วย
เพื่อการวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้องเหมาะสม เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี และจำกัดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน รวมถึงป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ ผู้ที่มีอาการภาวะนี้ควรรีบไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินอาหารโดยเร็วที่สุด

การรักษาและการป้องกัน ถ่ายเป็นเลือดสด
แพทย์จะพิจารณาแผนการรักษาที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย หลังจากได้ผลการตรวจวินิจฉัยที่แม่นยำ ซึ่งขึ้นอยู่กับสาเหตุที่ทำให้ ภาวะนี้

นอกจากนี้ ผู้ป่วยที่มีอาการอุจจาระมีเลือดสดจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารและการดำเนินชีวิต ดังนี้:
- ลดความเสี่ยงของอาการท้องผูกและรอยแยกที่ทวารหนัก โดยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ซึ่งอุดมไปด้วยใยอาหารจากผัก ผลไม้ และดื่มน้ำให้เพียงพอ
- สร้างนิสัยการขับถ่ายให้เป็นเวลาทุกวัน หลีกเลี่ยงการเบ่งอุจจาระแรงเกินไป ไม่นั่งขับถ่ายนานเกินควร และทำความสะอาดทวารหนักให้สะอาดหลังการขับถ่ายแต่ละครั้ง
- จำกัดอาหารที่มีไขมันสูง รสเปรี้ยวจัด เผ็ดจัด หรือหวานจัด เนื่องจากอาหารเหล่านี้อาจทำให้เกิดอาการร้อนใน ท้องผูก และส่งผลเสียต่อระบบย่อยอาหาร
- เพิ่มอาหารที่อุดมด้วยธาตุเหล็ก เช่น ถั่วชนิดต่าง ๆ ตับสัตว์ ไข่แดง เต้าหู้ ธัญพืช และงาดำ เข้าไปในมื้ออาหาร เพื่อช่วยป้องกันภาวะโลหิตจาง
- นอนหลับให้เพียงพอและรับประทานอาหารให้ตรงเวลา
- หลีกเลี่ยงการยกของหนักเกินกำลัง การยืนหรือนั่งอยู่กับที่เป็นเวลานาน
- ออกกำลังกายเป็นประจำทุกวัน เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน กระตุ้นการทำงานของลำไส้ และช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น
คำถามที่พบบ่อย
คำถาม: ถ่ายเป็นเลือดสด เป็นอาการที่อันตรายเสมอไปหรือไม่?
คำตอบ: ไม่เสมอไป แต่อาจเป็นสัญญาณของภาวะที่ร้ายแรงได้ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพราะบางครั้งอาจเกิดจากสาเหตุที่ไม่รุนแรง เช่น รอยแยกเล็ก ๆ ที่ทวารหนัก หรือโรคริดสีดวงทวาร แต่ก็อาจเป็นสัญญาณของภาวะที่อันตรายกว่า เช่น มะเร็งลำไส้
คำถาม: การปรับเปลี่ยนอาหารช่วยลดอาการ ถ่ายเป็นเลือดสด ได้หรือไม่?
คำตอบ: ได้ การรับประทานอาหารที่มีใยอาหารสูง ดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอ และหลีกเลี่ยงอาหารรสจัด เผ็ดร้อน หรือไขมันสูง สามารถช่วยลดอาการท้องผูก ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของอาการอุจจาระเป็นเลือดได้
คำถาม: แพทย์จะวินิจฉัยอาการ ถ่ายเป็นเลือดสด ด้วยวิธีใดบ้าง?
คำตอบ: การวินิจฉัยอาจเริ่มต้นจากการซักประวัติและตรวจร่างกาย จากนั้นอาจมีการตรวจเพิ่มเติม เช่น การส่องกล้องตรวจทวารหนัก (Proctoscopy) การส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) หรือการตรวจเลือด เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง
ควรไปพบแพทย์เมื่อใด
ควรไปพบแพทย์หากอาการรุนแรงขึ้น อาการไม่ดีขึ้นหลังดูแลเบื้องต้น มีไข้สูง เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก อ่อนแรงผิดปกติ ขาดน้ำ มีเลือดออก หรือมีอาการที่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ตั้งครรภ์ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวควรขอคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์โดยเร็ว
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
ข้อมูลอ้างอิงหลักจากหน่วยงานและแหล่งความรู้ทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ
